ได้อ่านข่าวฆาตกรรมว่าที่เจ้าสาวแล้วเศร้าและสลดใจไปด้วย แต่แอบเห็นมีประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงน่าสนใจขอเรียงมาลงเป็นแนวทาง
คือประเด็นผู้ที่ขับรถไปส่งต้องร่วมรับผิดหรือไม่ เพียงใด !!!
ในเรื่องที่ข้อเท็จจริงใกล้เคียงกันนี้มีแนววินิจฉัยที่แบ่งข้อเท็จจริงเป็นสองแบบ คือแบบที่ผู้ขับรถไปส่งต้องร่วมรับผิด และแบบที่ผู้ขับรถไปส่งไม่ต้องร่วมรับผิด ซึ่งมิใช่กรณีที่ศาลวินิจฉัยขัดกันแต่อย่างใด แต่เกิดจากข้อเท็จจริงที่นำสู่สำนวนแต่งต่างกันดังนี้
แบบแรก คือกรณีผู้ขับรถไปส่งต้องร่วมรับผิด ให้สังเกตในคำพิพากษาย่อยาว จะจับใจความข้อเท็จจริงเห็นได้ว่าจำเลยคือผู้ขับรถไปส่ง นั้นรู้และทราบเหตุการมาแต่ต้นว่าผู้ลงมือเจตนาจะมาทำอะไร หรือ เป็นกรณีที่จำเลยคือผู้ขับขี่ย่อมเล็งเห็นผล คือเห็นหรือรับทราบว่าผู้ลงมือมีอาวุธ หรือนำอาวุธมาด้วย แบบนี้แล้วแนวทางที่เคยวินิจฉัยของศาลจะถือว่าจำเลยคือผู้ขับขี่รถมาส่งมารอนั้นต้องร่วมรับผิดด้วย ดังเช่นตัวอย่างฎีกากลุ่มนี้ (ขอยกมาบางส่วน)
– ฎีกาที่ 2207/2532 แม้จำเลยจะไม่ได้เป็นคนใช้อาวุธปืนยิง ช.ด้วยตนเอง แต่พวกของจำเลยรวมทั้งจำเลยเอง ก็มีอาวุธปืนติดตัวมาด้วยในการปล้นทรัพย์ “จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่า” พวกของจำเลยอาจใช้อาวุธปืนยิงผู้ใดผู้หนึ่งในรถคันเกิดเหตุ หากผู้นั้นขัดขืนเพื่อความสะดวกในการกระทำผิดฐานปล้นทรัพย์ เมื่อพวกของจำเลยใช้อาวุธปืนยิง ช.แต่ ช.ไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยย่อมมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น เพื่อความสะดวกในการปล้นทรัพย์ด้วย
– ฎีกาที่ 1297/2541 การที่จำเลยร่วมกับพวกปล้นร้านขายทองรูปพรรณของผู้เสียหาย โดยรู้ว่าคนร่ายด้วยกันมีอาวุธสงคราม ซึ่งเป็นอาวุธปืนร่ายแรงถึง 2 กระบอก จำเลยย่อมต้องเล็งเห็นอยู่แล้วว่าหากมีผู้ใดขัดขวางการปล้นทรัพย์จำเลยกับพวกจะต้องใช้อาวุธปืนที่เตรียมมายิงทำร่ายผู้ขัดขวางแน่ ดังนี้ แม้พวกของจำเลยเป็นผู้ยิงทำร่ายจ่าสิบตำรวจ ส. ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ก็ต้องถือว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับพวกฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ด้วย
– ฎีกาที่ 1185/2543 จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนของกลางพกติดตัวอยู่ เมื่อผู้ตายมาถึง จำเลยที่ 2 ได้ร่วมชกต่อยทำร้ายผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้าทำร้ายผู้ตาย ภายหลังจากผู้ตายถูกจำเลยที่ 1 ยิง เป็นการกระทำโดยเจตนาร่วมกันทำร้ายผู้ตาย แม้ปรากฏว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย เพราะบาดแผลจากการถูกกระสุนปืนที่จำเลยที่ 1 ยิงก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันทำร้ายผู้ตายดังกล่าว มีผลให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งความตายที่เกิดขึ้นด้วย

ถัดมาเป็นกรณีที่จำเลยหรือผู้ขับรถมาส่งไม่ต้องรับผิด จะเป็นในกรณีที่มีข้อเท็จจริงเข้าสู่สำนวนเป็นที่รับฟังได้ว่า จำเลยไม่ทราบว่าผู้ลงมือมีอาวุธ จำเลยไม่ทราบหรือไม่ได้วางแผนกันมาก่อน หรือเป็นกรณีที่ผู้ลงมือกระทำไปนอกเหนือที่ตกลงเช่น นัดกันมาลักทรัพย์แต่ขณะลงมือผู้ก่อเหตุพลั้งมือไปจนทำให้เสียชีวิตเป็นต้น ซึ่งพอมีตัวอย่างในกรณีดังกล่าวดังนี้
– ฎีกาที่ 1449/2532 เมื่อจำเลยยิงผู้ตายแล้ว ผู้เสียหายได้เข้าไปแย่งปืนจากจำเลยและกอดปล้ำกัน ระหว่างกอดปล้ำกัน ก.วิ่งเข้ามาหาจำเลย จำเลยจึงส่งอาวุธปืนให้แก่ ก.โดยจำเลยมิได้พูด หรือแสดงกิริยาอาการใด ที่จะพึงให้เข้าใจได้ว่าจำเลยมีเจตนาให้ ก.ยิงผู้เสียหาย เมื่อ ก.ได้รับอาวุธปืนจากจำเลยแล้ว ก็หาได้ยิงผู้เสียหายในทันทีไม่ แต่ได้ถอยหลังออกไปก่อน เมื่อผู้เสียหายเข้าไปแย่งอาวุธปืนจาก ก.อีกจึงถูกยิง เช่นนี้ ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยทราบ หรือคาดหมายได้ว่า ก.มีเจตนายิงผู้เสียหาย ถือไม่ได้ว่าจำเลยช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ ก.ยิงผู้เสียหาย ตาม ป.อ. มาตรา 86
– ฎีกาที่ 3985/2530 จำเลยที่ 2 ขับรถสามล้อเครื่องพาจำเลยที่ 1 มายังที่เกิดเหตุขณะที่จำเลยที่ 1 กำลังลักทรัพย์ในร้านผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 จอดรถอยู่บริเวณหน้าร้านผู้เสียหายห่างประมาณ 6-7 เมตรและนั่งอยู่เฉย ๆ ข้างรถสามล้อเครื่องมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเอาทรัพย์ผู้เสียหายไป มิได้คอยดูต้นทางให้จำเลยที่ 1 หรือให้ความร่วมมือ โดยใกล้ชิดกับการที่จำเลยที่ 1 ลักทรัพย์ของผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 เพียงแต่รอคอยอยู่เพื่อจะขับรถพาจำเลยที่ 1 ออกไปจากที่เกิดเหตุ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการอันเป็นการช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ก่อนและขณะกระทำผิด จำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ แต่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด / จำเลยที่ 2 เพียงแต่ขับรถสามล้อเครื่องมาส่งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ลักทรัพย์ผู้เสียหาย ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้รถสามล้อเครื่องดังกล่าวเพื่อความสะดวกในการลักทรัพย์พาทรัพย์ไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุมจำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามมาตรา 336 ทวิ คงมีความผิดตามมาตรา 335 วรรคสามเท่านั้น

ซึ่งฎีกาข้างต้นที่วางหลักไว้นั้นส่วนมากเป็นฎีกาก่อนยุคสมัยโซเชียล ซึ่งหากปรับกับการทำงานปัจจุบันผมเชื่อว่า พนักงานสอบสวนที่มีฝีมือมักจะใช้ประวัติการแชททางแอพพลิเคชั่นไลน์ เฟสบุค แมสเซนเจอร์ เป็นข้อเท็จจริงประกอบสำนวนเพื่อนำสืบและชี้ให้เห็นเจตนาของผู้ที่ขับรถมาส่งผู้ลงมือได้ว่าผู้มาส่งนั้นมีเจตนาเพียงใด รับรู้เรื่องราวเหตุการเพียงใด มาส่งเพื่อมาเคลียบอกเลิกลา หรือมาส่งเพื่อเจตนาลงมือทำร้ายหรือลงมือฆ่า ซึ่งจะเป็นข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมายเพื่อให้ได้รับการลงโทษตามสัดส่วนของกฎหมายต่อไป ซึ่งผมไม่ขอใช้อารมณ์วิจารณ์เกรงจะเป็นการวิจารณ์โดยมีอคติคงต้องรอติดตามกันต่อไป
ภูดิท โทณผลิน
20/12/2560

https://line.me/R/ti/p/%40kft2307m

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581