วันนี้ผู้เขียนจะเขียนถึงเรื่องของตนเองบ้าง วันนี้ช่วงบ่าย ได้แวะไปที่ คปภ.(ชื่อเต็ม สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) เนื่องจากได้ยื่นเรื่องร้องเรียนกรณีบริษัทฯประกันภัยรายใหญ่ รายหนึ่งเอาไว้ ซึ่งในวันนี้บริษัทประกันภัยดังกล่าวตกลงชำระค่าสินไหมตามที่เรียกร้องจนเป็นที่พอใจ แต่มีประเด็นที่ชวนคิดว่า ทำไมไม่ดำเนินการจ่ายให้แก่ลูกค้าทุกรายตามความเป็นจริงตั้งแต่แรก
ในกรณีดังกล่าวผู้เขียนประสบอุบัติเหตุเมื่อประมานเดือนมีนาคม 2559 โดยเป็นฝ่ายผิด หลังจากลงบันทึกและมีใบเคลมแล้ว จึงดำเนินการเข้าซ่อมในอู่ในเครือ แต่ผู้เขียนได้รับการปฎิเสธการซ่อมจำนวน 4 รายการดังนี้
1. ปฎิเสธการซ่อม/เปลี่ยน ไฟสปอตไลท์แต่ง
2. ปฎิเสธการซ่อม/เปลี่ยน สีกันชน
3. ปฎิเสธการตรวจซ่อม ระบบไปเตือนอันเกิดจากกันชน (ตรงส่วนนี้ได้รับแจ้งจากพนักงานของบริษัทฯประกันว่าชนแค่นิดเดียวเองไม่เป็นไรหรอก)
4. ปฎิเสธการเปลี่ยนไฟหน้าเดิม ที่ขาหัก ไม่สามารถปรับระดับได้ตามเดิม
เบื้องต้นผู้เขียนลองเจรจาอยู่ประมาน 1 อาทิตย์แต่ไม่ได้ความคืบหน้า ได้รับแจ้งข้อความเดิมๆเหมือนระบบออโต้ จึงดำเนินการออกเงินส่วนตัวซ่อมและซื้ออะไหล่จนรถซ่อมแล้วเสร็จ จึงดำเนินการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ คปภ.(สำนักงานใหญ่)กรณีบริษัทประกันภัยบ่ายเบี่ยงในการใช้ค่าสินไหมแก่ผู้เอาประกัน ซึ่งผู้เขียนใช้บริการบ่อยมาก แต่เป็นการดำเนินการให้ลูกความ เป็นครั้งแรกที่เป็นเคสของตนเอง เบื้องต้นมีการเจรจาและส่งมอบข้อมูลกันสองนัด และบริษัทประกันจึงดำเนินการอนุมัติชำระเงินจนเป็นที่พอใจเรื่องจึงสิ้นสุด #แตกต่างกับการเจรจากับเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภันในตอนแรกเป็นอย่างมาก มีประเด็นหนึ่งที่เจ้าพนักงานให้ความเห็นทางกฎหมายว่า อุปกรณ์ที่ตกแต่งเพิ่ม แม้ไม่แจ้งซื้อเพิ่ม แต่หากมีหลักฐานยื่นยันว่ามีมาก่อนซื้อประกัน ก็ต้องคุ้มครองด้วย และบริษัทประกันภัย มีหน้าที่คิดเบี้ยประกันในสภาพขณะทำประกันเอง
ซึ่งผู้ที่ได้รับความขัดข้องในการรับชำระค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัย #สามารถดำเนินการยื่นเรื่องร้องเรียนได้ ณ. คปภ.สำนักงานใหญ่ หรือ คปภ.จังหวัด แต่ละจังหวัดได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด #โดยเตรียมเอกสารอันได้แก่ กรมธรรม์ประกันภัย , สำเนาบัตรประชาชน , หนังสือมอบอำนาจกรณีมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทน , เอกสารใบเสร็จของค่าเสียหาย กรณีผู้ร้องหาใบเสร็จไม่พบก็นำเสนอในราคาตลาด คือราคาสินค้าในนิตยสารออฟโรดเล่มหนึ่ง ใช้ได้เช่นกัน ซึ่งเจ้าหน้า คปภ. จะเป็นผู้ดำเนินการให้คำแนะนำ ลงบันทึก ร่วมเจรจาและนัดบริษัทฯประกันคู่กรณีเองทั้งหมด #อาจเสียเวลาสักนิดแต่เพื่อรักษาผลประโยชน์กันครับ
#นอกจากนี้มีข้อระวังที่แจ้งไว้สักนิด ผู้เขียนเคยเข้าทำคดีขับรถชนโดยประมาททำให้เสียชีวิต โดยมีพยานหลักฐานชัดเจนว่าคู่กรณีเป็นฝ่ายประมาท เบื้องต้นประกันคู่กรณีไม่ยอมจ่ายเลย แจ้งว่าจะจ่ายในชั้นศาล ผู้เขียนเลยดำเนินการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ คปภ. เพื่อให้ได้ค่าเสียหายเยียวยาทางครอบครัวบางส่วน ประกันยอมจ่ายเบื้องต้นบางส่วน ที่เหลือให้นำพยานหลักฐานมาเสนอ ผู้เขียนเห็นว่าสามารถรับเงินได้แต่ขอสงวนสิทธิดำเนินคดีเรียกร้องทางแพ่งต่อ ระหว่างรับเช็คค่าเสียหายบังเอิญผู้เขียนตาไวพบว่า พนักงานบริษัทประกันสอดใส้เอกสารสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยมีข้อความสำคัญลงว่า “ไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาต้อไป” ผู้เขียนรีบดึงออกจากมือผู้เสียหายและห้ามมิให้ลงชื่อ จึงเป็นข้อแนะนำที่ต้องระวังครับถ้ากรณีเจรจารับเงินค่าสินไหม บ้างส่วนจากบริษัทประกันภัย แล้วยังติดใจดำเนินคดีต่อ #การเซ็นเอกสารต้องดูให้ละเอียดทุกแผ่นว่า มีข้อความในทำนองว่า “#ไม่ติดใจดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัยต่อไป ” หรือไม่ เพราะหากเซ็นไปแล้วอาจเสียสิทธิที่จะเรียกร้องความเสียหายต่อไปครับ
ส่วนกรณีผู้สอบถามว่าเคสนี้เป็นบริษัทอะไรนั้น ต้องเนียนตามตรง ผู้เขียนขอเขียนอย่างไม่มีอคติเพราะตามประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ยื่นร้องเรียนรวมถึงยื่นฟ้องคดีต่อบริษัทประกันภัยชั้นนำหลายบริษัท หลายบริษัทมีนโยบายปฎิเสธการจ่ายสินไหมโดยง่ายแทบจะเหมือนกันในหลายบริษัทฯ
#ข้อมูลเพิ่มเติ่มเกี่ยวกับการสอบถามและร้องเรียนบริษัทประกันภัยสามารถติดต่อสอบถาม สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ในวันและเวลาราชการครับ
ข้อมูลติดต่อ
http://www.oic.or.th/th
#โทรสายด่วน 1186
เรียบเรียงโดยทนายภูดิท โทณผลิน 

https://line.me/R/ti/p/%40kft2307m

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581