ฝากเบาๆวันหยุดครับ นั่งค้นข้อกฎหมายมาทำงาน นักฎหมายท่านนี้รวบรวมเอาไว้ดีเลยนำมาฝากครับ เกี่ยวกับการขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีอาญา

ห้ามฎีกาข้อเท็จจริงคดีอาญา และตัวอย่าง คำร้องขอให้รับรองฎีกา
คดีเกี่ยวกับเช็ค จำเลยถูกศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 40 วัน ไม่รอลงอาญา ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุก 30 วัน ไม่รอลงอาญา เมื่อประกันตัวจำเลยแล้ว ทนายจำเลยคนใหม่ มีเวลา 1 เดือน เพื่อแก้ไข ผลร้ายของจำเลย ไม่ให้ต้องติดคุกจริง ทนายคนใหม่ถามทนายอาวุโสว่า จะทำอย่างไรได้บ้าง ทนายอาวุโสแนะนำสูตรทำคดีว่า

ชำระหนี้ เพื่อให้โจทก์ถอนฟ้อง
ขอขยายเวลายื่นฎีกา
ขอให้ศาลรับรองให้ฎีกา

หลัก

มาตรา 216 วรรค 1 ภายใต้บังคับแห่ง มาตรา 217 ถึง มาตรา 221 คู่ความมีอำนาจฎีกาคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่าน หรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นให้คู่ความฝ่าย ที่ฎีกาฟัง

มาตรา 218 ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี หรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับแต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ยืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี ไม่ว่าจะมีโทษอย่างอื่น ด้วยหรือไม่ ห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

มาตรา 219 ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย ไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าศาล อุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามานี้ ห้ามมิให้คู่ความ ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ข้อห้ามนี้มิให้ใช้แก่จำเลยในกรณีที่ศาล อุทธรณ์พิพากษาแก้ใขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย

มาตรา 220 ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์

ทบทวน ป.วิ.อ. มาตรา 218

วรรค 1 – เป็นกรณีศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนหรือแก้ไขเล็กน้อย และศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี
วรรค 2 – เป็นกรณีศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนหรือแก้ไขเล็กน้อย และศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี

วรรค 1 – ห้ามคู่ความฎีกา
วรรค 2 – ห้ามเฉพาะโจทก์ฎีกา จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

โทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 หมายถึง โทษที่ลงแก่จำเลย มิใช่โทษที่กฎหมายกำหนด
โทษจำคุกที่ลงแก่จำเลยไม่เกิน 5 ปี ไม่รวมโทษจำคุกคดีก่อนที่นำมาบวก (ฎีกาที่ 7838/2547)
แต่สำหรับการเพิ่มโทษ ต้องนำมาคำนวณในการใช้สิทธิฎีกาด้วย (ฎีกาที่ 4189/2550)
สิทธิในการฎีกาต้องพิจารณาเป็นรายกระทง เช่นเดียวกับสิทธิในการอุทธรณ์ และต้องถือตามกำหนดโทษสุดท้ายที่จำเลยได้รับหลังจากลดโทษ (ฎีกาที่ 4458/2550)
ถ้าความผิดกระทงที่ไม่ต้องห้ามฎีกา และที่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง เป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง เพราะพยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนร้าย ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษายกฟ้อง ในกระทงความผิดที่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงได้ด้วย โดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 (ฎีกาที่ 5346/2550)
การพิจารณาว่า เป็นการต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตามมาตรา 218 วรรค 1 หรือไม่ นอกจากจะดูว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืน หรือแก้ไขเล็กน้อย หรือไม่แล้ว ยังต้องดูโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์กำหนดว่า ต้องไม่เกิน 5 ปีด้วย ส่วนศาลชั้นต้น แม้จะลงโทษจำคุกเกิน 5 ปี ก็ไม่นำมาเป็นข้อพิจารณาด้วย (ฎีกาที่ 5681/2544)
จำ – ต่างจากกรณี ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามมาตรา 219 ซึ่งต้องเป็นกรณีที่ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การแก้ไขมาก แก้ไขเล็กน้อย

การแก้ไขมาก – ตามแนวคำพิพากษาฎีกา ได้แก่ กรณีที่ศาลอุทธรณ์แก้ไขทั้งบทความผิดและแก้ไขโทษ ตรงกันข้าม หากศาลอุทธรณ์แก้ไขบทความผิดอย่างเดียว โดยไม่ได้แก้ไขโทษด้วย หรือแก้ไขโทษอย่างเดียว แต่ไม่ได้แก้ไขบทความผิดด้วย เป็นการแก้ไขเล็กน้อย

กรณีแก้บทความผิด ไม่แก้โทษ เป็นการแก้ไขเล็กน้อย (ฎีกาที่ 415/2544)
กรณีแก้โทษ แต่ไม่แก้บท เป็นแก้ไขเล็กน้อย (ฎีกาที่ 746/2536)
แม้จะเป็นการแก้ไขเล็กน้อย แต่เมื่อศาลอุทธรณ์คงให้จำคุกเกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเฉพาะโจทก์ ตามมาตรา 218 วรรค 2 จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ (ฎีกาที่ 1049/2547, 1869/2541)
แก้ทั้งบทความผิดและแก้โทษ เป็นการแก้มาก

ฎีกาที่ 1738/2528 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 288, 80, 78 จำคุก 6 ปี 8 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเป็นลงโทษ ตามมาตรา 297, 78 เป็นการพิพากษาแก้ทั้งบทและทั้งโทษ จึงเป็นการแก้ไขมาก โจทก์ย่อมมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าได้

ข้อสังเกต – เรื่องนี้ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 เพราะศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกเกิน 2 ปี และไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 เพราะศาลอุทธรณ์แก้ไขมาก

แก้จากป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ เป็นบันดาลโทสะ และแก้โทษ เป็นแก้ไขมาก
ฎีกาที่ 1714/2515 ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยยิงผู้เสียหาย เพื่อป้องกัน แต่กระทำเกินกว่าเหตุ มีความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 288, 80, 60, 69 จำคุก 3 ปี ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยกระทำโดยบันดาลโทสะ พิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิด ตามมาตรา 288, 80, 60, 72 จำคุก 2 ปี ดังนั้น เป็นการแก้ไขมาก ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
การแก้เรื่องรอการลงโทษ ไม่ว่าจะแก้จากรอเป็นไม่รอ หรือ จากไม่รอเป็นรอ ถือว่าเป็นการแก้ไขมาก (ฎีกาที่ 6505/2544)
สังเกต – กรณีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 ต้องเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน หรือ แก้ไขเล็กน้อย ถ้าเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่ต้องห้าม (ฎีกาที่ 1167-1168/2530)
บางกรณี แม้จะเป็นการแก้ไขมาก แต่อาจต้องห้ามฎีกา ตามมาตรา 219 ได้ เช่น กรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่างก็ลงโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี (ฎีกาที่ 5083/2533, 2551/2533)

กรณีโจทก์ต้องห้ามฎีกา ตามมาตรา 218 วรรค 2

ได้แก่ คดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี ไม่ว่าจะมีโทษอย่างอื่นด้วยหรือไม่ ห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

คดีที่ต้องห้ามฎีกา ตามมาตรา 218 วรรค 2 นี้ เป็นการห้ามเฉพาะโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น ส่วนจำเลยยังฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้อยู่ (ฎีกาที่ 1049/2547)

—-> ปัญหาข้อเท็จจริง ที่พบเสมอ คือ เรื่องการใช้ดุลพินิจของศาลในการรับฟังข้อเท็จจริงและการกำหนดโทษ

จำเลยกระทำผิดจริงหรือไม่
ควรรอการลงโทษหรือไม่
ในคดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนี้ หากศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอจะฟังลงโทษจำเลยได้ ก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ โดยอาศัยอำนาจ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 188 (ฎีกาที่ 2426/2550)

คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219

หลัก ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามานี้ ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ข้อห้ามนี้ มิให้ใช้แก่จำเลย ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก และเพิ่มเติมโทษจำเลย

มาตรานี้ ห้ามคู่ความทั้งโจทก์และจำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
แต่เฉพาะจำเลย มีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้แก้ไขมาก และเพิ่มเติมโทษจำเลย (ต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ทั้ง 2 ประการ จำเลยจึงจะมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้)
กรณีศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น จาก รอการลงโทษ เป็น ไม่รอการลงโทษ หรือ จาก ไม่รอการลงโทษ เป็น รอการลงโทษ เป็นการแก้ไขมา
– แต่เฉพาะศาลอุทธรณ์ แก้เป็น ไม่รอการลงโทษเท่านั้น ถือเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ (ฎีกาที่ 729/2533)
ถ้าศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยสถานเดียว โดยไม่รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ เป็นการแก้ไขมาก แต่ไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง (ฎีกาที่ 6744/2544)

คดีต้องห้ามฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220

หลัก ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์
แสดงว่าไม่ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกฟ้อง โดยอาศัยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย หรือเป็นการยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ก็ต้องห้ามฎีกาทั้งสิ้น และเป็นการต้องห้ามฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายด้วย (ฎีกาที่ 4328/2547)
ต่างกับกรณีต้องห้ามฎีกา ตามมาตรา 218, 219, 219ทวิ หรือ 219ตรี ซึ่งต้องห้ามฎีกาเฉพาะปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น จึงยังคงฎีกาปัญหาข้อกฎหมายได้
มาตรา 220 ใช้บังคับในชั้นไต่สวนมูลฟ้องด้วย
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี เพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน มีผลเท่ากับทั้งสองศาลพิพากษายกฟ้อง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ก็ต้องห้ามฎีกา ตามมาตรา 220 นี้ (ฎีกาที่ 5863-64/2541 เช็ค)
ในกรณีที่ศาลชั้นต้น ตรวจสำนวนฟ้องแล้วมีคำสั่ง ไม่รับฟ้อง หรือ ไม่ประทับฟ้อง มีผลเท่ากับศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์นั่นเอง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามฎีกา ตามมาตรา 220 เช่นกัน แม้จะอ้างเหตุต่างกัน (ฎีกาที่ 2186/2550)
กรณีตาม มาตรา 220 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องพิพากษายกฟ้องทั้งสองศาล ถ้าศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง หรือ ศาลชั้นต้นยกฟ้องแต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษจำเลย ทั้งสองกรณีไม่ต้องห้ามฎีกา ตามมาตรา 220 โดยไม่ต้องคำนึงว่า จำเลยจะถูกลงโทษเพียงใด (ฎีกาที่ 1321/2535)

มาตรา 221 การรับรองฎีกา —-> เป็นทางแก้ มาตรา 218, 219, 220

หลัก ในคดีที่ต้องห้ามฎีกาไว้โดยมาตรา 218, 219, 220 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ พิเคราะห์เห็นว่า ความที่ตัดสินนั้น เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และอนุญาตให้ฎีกา หรืออัยการสูงสุด ลงลายมือชื่อรับรองให้ฎีกา ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป

ผู้มีอำนาจอนุญาตหรือรับรองให้ฎีกา ในคดีที่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 218, 219 และ 220 ได้แก่บุคคลต่อไปนี้
1. ผู้พิพากษา ซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้ง ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์
2. อัยการสูงสุด (อธิบดีกรมอัยการ) รับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรให้ศาลสูงสุดวินิจฉัย
เฉพาะผู้พิพากษา แม้ขณะรับรองจะย้ายไปอยู่ศาลอื่นแล้ว ก็มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาได้ (ฎีกาที่ 3094/2539)
อำนาจอนุญาตให้ฎีกา ตาม ป.วิ.อ. ของผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลชั้นต้นนี้จำกัดเฉพาะผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่พิจารณาคดีนั้นเอง ดังนั้น ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่สืบพยานประเด็นในศาลที่รับประเด็น จึงไม่มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกา ตามมาตรา 221
การอนุญาตหรือรับรองให้ฎีกา ในคดีที่ต้องห้ามฎีกา ตามมาตรา 220 อาจมีได้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพราะมาตรา 221 มิได้จำกัดเฉพาะการอนุญาตหรือรับรองให้ฎีกา แค่ปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น การอนุญาตหรือรับรอง จึงต้องระบุว่าอนุญาตหรือรับรองให้ฎีกาในปัญหาใด
—-> ผู้ฎีกาจะต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาหรือขอให้รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในกำหนดระยะเวลาฎีกา ถ้ายื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว แม้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาของศาลล่างจะอนุญาตให้ฎีกาได้และสั่งรับฎีกา ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย (ฎีกาที่ 5769/2547)
เมื่อคำร้องขออนุญาตฎีกายื่นในกำหนดเวลาฎีกาแล้ว แม้ผู้พิพากษาจะอนุญาตให้ฎีกาเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาแล้ว ก็เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
เนื่องจากผู้พิพากษาที่จะอนุญาตให้ฎีกาด้วยกันมีหลายคนใดอนุญาตหรือไม่ก็ได้ กรณีขอให้ผู้พิพากษาหลายคนรับรองโดยมิได้เจาะจงว่าเป็นผู้พิพากษาคนใด ดังนั้น เมื่อผู้พิพากษาคนแรกๆ ไม่อนุญาต ศาลชั้นต้นก็ต้องส่งให้ผู้พิพากษาที่เหลือพิจารณาว่า จะรับรองหรือไม่ต่อไป
กรณีผู้ฎีการะบุชื่อผู้พิพากษาที่ต้องการให้รับรองฎีกาไว้แล้ว ดังนั้น เฉพาะผู้พิพากษาตามที่ระบุไว้เท่านั้นที่มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกา ผู้พิพากษาอื่นแม้ได้นั่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ ไม่มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกา แม้อนุญาตไป ก็ไม่ชอบ ตามมาตรา 221 ไม่ทำให้ฎีกาได้ (ฎีกาที่ 3248/2548)
ข้อที่มิได้มีการยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จะยกขึ้นเป็นข้อฎีกาไม่ได้ แม้จะมีการอนุญาตให้ฎีกาได้ก็ตาม
แบบการอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาที่ถูกต้อง ต้องประกอบด้วย 2 ประการคือ
(A) พิเคราะห์เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินนั้น เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และ
(B) อนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาตีความเคร่งครัดว่าจะต้องมีข้อความครบถ้วนทั้ง 2 ประการ มิฉะนั้น ไม่ถือว่าเป็นการรับรองที่ถูกต้อง
แม้ตาม ป.วิ.พ. วรรคท้าย จะบัญญัติให้การขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้น รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ ผู้ฎีกาต้องยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้น พร้อมกับคำฟ้องฎีกา ต่อศาลชั้นต้นก็ตาม การที่ผู้ฎีกายื่นฎีกาไว้ก่อนแล้ว และยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในภายหลัง ย่อมอนุโลมได้ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงพร้อมคำฟ้องฎีกา (ฎีกาที่ 2186/2550)

https://line.me/R/ti/p/%40kft2307m

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581