กรณีที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีประมาททำให้ผู้อื่นบาดเจ็บสาหัส หรือเสียชีวิต โดยเฉพาะคดีขับรถประมาทนั้น มีหลายคนยังเข้าใจผิดว่ามีประกันแล้ว ไม่ติดคุกแน่ หรือประกันวางเงินให้กับผู้เสียหายหรือทายาทผู้ตายแล้วตนเองไม่ต้องวางเพิ่มนั้น ยังเป็นแนวความคิดที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด จากที่ผู้เขียนได้เข้าร่วมรับผิดชอบในคดีประมาทหลายคดีไม่ว่าจะเป็นฝ่ายโจทก์ร่วม(ผู้เสียหาย) หรือฝ่ายจำเลย หลักที่ศาลจะพิจารณาพิพากษารอการลงโทษจำเลยนั้น มีองค์ประกอบหลักๆในทางปฎิบัติดังนี้
1. อย่ารอแต่ประกันอย่างเดียว หมายความว่า อย่ารอแต่ให้ประกันวางเงินค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายหรือผู้ตาย อย่างเดียว ตัวจำเลยนั้นจำเป็นต้องร่วมวางเงินชดใช้ค่าเสียหายใกห้แก่ผู้เสียหายตามสมควรด้วย เพราะศาลจะพิจารณาส่วนนี้ว่าจำเลยได้เยียวยาความเสียหายหรือไม่ ลำพังแต่บริษัทประกันวางเงินนั้นยังไม่แสดงถึงพฤติการณ์การเยียวยาความเสียหายของจำเลย
คำต่อมาคือ ชดใช้ค่าเสียหายตามสมควร คำว่าตามสมควรหมายถึง สมควรแก่ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นหลัก ประกอบกับฐานะของจำเลยเป็นรอง ต้องสอดคล้องบัลลานกัน จำเลยหลายคนยังเข้าใจผิดว่าตนเองฐานนะยากจนวางแค่นี้พอ แต่มิได้ดำเนินการขวนขวายเลย แบบนี้ก็ไม่ถูกทั้งหมด
และคำถามถัดมาที่พบบ่อยคือวางเท่าไรดี ตรงนี้ตอบแบบตายตัวยากต้องดูความเสียหายและพฤติการณ์ประกอบกัน สิ่งที่ตอบได้แน่นอนคือ วางเงินชดใช้ค่าเสียหายเยอะก็มีโอกาสที่ซลศาลจะรอการลงโทษเยอะตาม
2. ผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมยังติดใจเรียกร้องค่าเสียหายอยู่หรือไม่ ส่วนนี้ใช้ประกอบกับข้อที่ 1 คือถ้าได้ชดใช้ค่าเสียหายแล้วควรแถลงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาคดีหรือทำเป็นคำแถลงข้อเท็จจริงในคดีแนบติดไปในสำนวน มีหลายคดีที่ถึงแม้จำเลยชำระค่าเสียหายบางส่วนแล้ว แต่ผู้เสียหายยังติดใจเรียกค่าเสียหายส่วนที่เหลืออีก แบบนี้ก็ยังคงมีความเสี่ยงอยู่ที่ศาลอาจจะใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษ เรียกสั้นๆว่าวัดดวง ดังนั้นหากเพื่อความแน่นอนและสบายใจ ควรชำระค่าเสียหายและเจรจาให้ผู้เสียหายพอใจในยอดที่ชำระนี้และไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติ่มจะดีที่สุด
3. เหตุผลประกอบพิพากษาส่วนตัวของจำเลย ข้อนี้ไว้ท้ายที่สุด ถ้ายังไม่ผ่านข้อที่ 1 และ ข้อที่ิ 2 แม้จำเลยจะมีเหตุผลน่าเห็นใจเพียงใด ก็มีโอกาสที่ศาลจะรอการลงโทษน้อยมาก และเหตุผลประกอบของจำเลยที่นิยมหยิบยกขึ้นมาอ้างส่วนมากมีดังนี้
– ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาพิพากษา
– จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนเป็นการกระทำความผิดครั้งแรก
– จำเลยให้การช่วยเหลือผู้เสียหายเบื้องต้นและมิได้หลบหนี
– จำเลยเป็นหัวหน้าครอบครัว มีภาระหน้าที่ต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวอาทิ บิดา มารดา บุตร ภรรยา โดยใส่รายบะเอียด อายุ รายจ่าย รวมถึงสุขภาพ
– จำเลยมีภาระต้องทำงานส่งเสียเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวอย่างไร หรือมีภาระหนี้สินอย่างไร
– จำเลยมีสุขภาพไม่ดีหรือป่วย อันอาจเป็นเหตุให้ได้ความลำบากหรืออาจถึงแก่ชีวิตหากต้องโทษจำคุกอย่างไร
– จำเลยได้ชดใช้เยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายตามสมควรและเป็นที่พอใจแก่ผู้เสียหายแล้วจำนวนเท่าใด
– จำเลยเคยทำคุณงามความดีแก่สังคมไว้อย่างไรบ้าง
– เหตุผลอื่นตามสมควร ที่เห็นว่ามีประโยชน์ แก่จำเลย
โดยในข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้น นอกจากจะทำเป็นคำร้อง ประกอบการพิจารณาพิพากษาแล้ว ก็อาจจะ ให้สาร มีคำสั่งสืบเสาะความประพฤติของจำเลย ควบคู่ไปด้วยได้
ซึ่งในส่วนของการขอศาลสั่งสืบเสาะความประพฤตินั้น บางครั้งก็อาจเป็นผลเสีย หากสืบเสาะความประพฤติแล้ว ได้ข้อเท็จจริง ขัดกับที่แถลงไว้ต่อศาล หรือมีบางคดีที่เคยพบ คือมีการสุ่มตรวจปัสสาวะ แล้วเจอสารเสพติด แบบนี้แล้ว โอกาสที่ศาลจะรอการลงโทษก็น้อยกว่าเดิม ต้องพิจารณาเป็นรายเคสไป
ซึ่งองค์ประกอบดังกล่าวข้างต้นนั้น เป็นหลักคร่าวๆยังมีองค์ประกอบปลีกย่อยอื่นอีกแล้วแต่ข้อเท็จจริง แต่ที่สามารถยืนยันได้แน่นอนคือ หากถูกดำเนินคดีดังกล่าวแล้วในฐานะผู้ประมาท ถึงแม้จะมีประกันภัยชั้น 1 ก็ตาม ก็ไม่ได้การันตีว่าจะไม่ต้องติดคุกเสมอไป
เรียบเรียงโดย
ทนายภูดิท โทณผลิน
7 กุมภาพันธ์ 2560

https://line.me/R/ti/p/%40kft2307m

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581