วันนี้เคลียงานคดีรอบดึก พอมีเวลาเรียงข้อมูลการเตรียมสอบใบอนุญาตทนายความฯลงไว้เผื่อผู้เตรียมสอบสักนิด
ประเด็นสถานะคู่ความ วันนี้จะมายกตัวอย่างในกรณีนิติบุคคล
นิติบุคคลนั้นจะมีที่น่าสนใจและออกสอบบ่อยๆ 5 แบบ
1. นิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด
2. นิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล
3. นิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด
4. นิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด
5. นิติบุคคลประเภทอื่นตามกฎหมาย
ซึ่งในทางการเขียนนั้นนิติบุคคลประเภท บริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัดนั้นในการสอบจะเขียนเช่นเดียวกัน
ซึ่งวันนี้จะขอพูดถึงกรณีนิติบุคคลในข้อ 1 – 4 ก่อน นิติบุคคลดังกล่าวนั้นกรณีเป็นโจทก์ จะมีหลักการเขียนเช่นเดียวกันคือมีองค์ประกอบดังนี้
1 เป็นนิติบุคคลประเภทใด+ จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
2 มีใครเป็นผู้มีอำนาจ+ เงื่อนไขการลงลายมือชื่อ
3 มีวัตถุประสงค์ใด
4 เอกสารแนบท้าย
ซึ่งสูตรดังกล่าวข้างต้นนั้น จะสามารถปรับใช้ได้ทั้งนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด นิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล รวมถึงนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด
แต่ในกรณีที่นิติบุคคลดังกล่าวทั้ง 3 ข้างต้นนั้น เปลี่ยนสถานะเป็นจำเลยแล้วจะมีความแตกต่างกันพอสมควรกล่าวคือ
ในกรณีนิติบุคคลประเภทบริษัทนั้นจำเลยมักจะมีคนเดียวคือ ตัวบริษัทเท่านั้นแต่กรรมการผู้จัดการจะไม่ถูกฟ้องเป็นจำเลยด้วย แต่ก็มีประเด็นที่น่าสังเกตกล่าวคือ หากกรรมการนั้นไปทำการค้ำประกัน หรือกรรมการนั้นกระทำการอันเป็นการละเว้นและเป็น ความผิดที่ต้องร่วมรับผิดด้วย ธงข้อสอบเก่าก็มีแนวที่ให้ยื่นฟ้องกรรมการของบริษัท จำกัดด้วยเป็นจำนวนหลายครั้ง ซึ่งจุดนี้ผู้สอบต้องตั้งข้อสังเกตและอ่านข้อเท็จจริงให้ขาด
ส่วนกรณีห้างหุ้นส่วนจำกัด ผู้ที่ต้องรับผิดนั้น 1.ห้าง 2. หุ้นส่วนผู้จัดการทุกคน( หุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด) แต่หุ้นส่วนทั่วไปจะไม่ถูกฟ้องเป็นจำเลยด้วย เว้นแต่เหตุผลเดียวกับกรรมการ ผู้จัดการของนิติบุคคลข้างต้น ประเภทจำกัดความรับผิด) ไปค้ำประกันหรือละเมิดเอง
และในส่วนของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลนั้น กรณีเป็นจำเลยจะมีจำเลยเป็นจำนวนเยอะกว่าที่กล่าวมาทั้งหมด คือ 1 ห้าง 2 หุ้นส่วนผู้จัดการ 3 หุ้นส่วนทุกคน
ซึ่งทำให้หลักการเขียนนั้นต้องมีความระมัดระวังแต่เทียบเคียงกับหลักกรณีเป็นโจทก์ได้กล่าวคือ
1 เป็นนิติบุคคลประเภทใด+ จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
2 มีใครเป็นผู้มีอำนาจ+ เงื่อนไขการลงลายมือชื่อ
3 มีวัตถุประสงค์ใด
4 เอกสารแนบท้าย
โดยผมให้สังเกตในข้อ 2 ปกติถ้าเป็นโจทก์ เราจะต้องเขียนชื่อและนามสกุลของกรรมการผู้จัดการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการลงไป แต่ในกรณีเป็นจำเลยแล้ว เราจะต้องระบุ คำสรรพนามแทนชื่อของ กรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการแล้วแต่กรณีว่า (จำเลยที่สอง)
ยกตัวอย่างเช่น จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ สามารถลงลายมือชื่อและประทับตราของ จำเลยที่ 1 และมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการ รับเหมาก่อสร้าง รายละเอียดปรากฏตาม……
โดยมีข้อสังเกตและต้องระวังว่าหากเป็นกรณีนิติบุคคลประเภทบริษัท และไม่มีข้อเท็จจริงที่จะสามารถฟ้องกรรมการผู้จัดการได้ กรณีบริษัทเป็นจำเลยแล้วก็ต้องเขียนชื่อและนามสกุลของกรรมการผู้จัดการลงไปมิใช่ใช้คำว่าจำเลยที่ 2
ซึ่งข้อแตกต่างดังกล่าวนี้เป็นเพียงแค่จุดเล็กน้อยที่จะสามารถนำมาหักคะแนนผู้สอบได้ ซึ่ง จะเป็นที่น่าเสียดายมากหากผู้สอบขาดคะแนนไปเพียงหนึ่งหรือสองคะแนนดังนั้นจุดเล็กน้อยพวกนี้ควรจะมีความแม่นยำและสามารถกวาดเก็บคะแนนให้ได้หมด
วันนี้ขอลงแค่ประเด็นนี้ก่อนวันหลังจะมาเสริมประเด็นอื่นที่น่าสนใจภายหลังครับขอบคุณครับ
ภูดิท โทณผลิน

รับข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับการสอบทนายความหรือสั่งหนังสือคู่มือเตรียมสอบทนายความได้ทางLine@

https://line.me/R/ti/p/%40kft2307m

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581