ฎีกานี้ เนื้อหาที่เขียนในฎีกาธรรมดาไม่มีอะไรแปลก แต่ในหมายเหตุ ลงหลักและเปรียบเทียบเอาไว้น่าศึกษามากครับ ลองอ่านกันดู

คำพิพากษาย่อสั้น ฎ.207/2536

เหตุเกิดในเวลากลางคืน ผู้เสียหายอ้างว่าเห็นและจำหน้าคนร้ายได้ในขณะที่คนร้ายขับรถจักรยานยนต์แซงรถจักรยานยนต์คันที่ผู้เสียหายนั่งซ้อนท้าย ป. มา โดยอาศัยแสงไฟรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายและแสงไฟรถจักรยานยนต์ที่แล่นสวนมากับแสงจันทร์แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วแสงไฟรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายย่อมพุ่งไปข้างหน้าจึงไม่สว่างพอที่จะทำให้ผู้เสียหายเห็นหน้าคนร้ายที่ขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่แซงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายได้ส่วนแสงจันทร์ก็มีความสว่างน้อยไม่พอจะเห็นหน้าคนร้ายได้ ผู้เสียหายชี้ตัวจำเลยว่าเป็นคนร้ายที่ขับรถจักรยานยนต์แต่กลับเบิกความตอบคำถามค้านว่าตอนที่ชี้ตัวนั้นเพิ่งรู้ว่าจำเลยเป็นคนที่ตนรู้จักมาก่อน ดังนี้หากผู้เสียหายจำคนร้ายได้จริงก็น่าจะบอกชื่อคนร้ายได้ในวันเกิดเหตุ คำเบิกความของผู้เสียหายจึงมีพิรุธไม่น่าเชื่อ ช่วงเวลาที่คนร้ายที่นั่งซ้อนรถจักรยานยนต์ลงจากรถมาถีบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายทันทีจน ป. พยานและรถตกลงไปในคูน้ำข้างทาง ทำให้โอกาสที่ ป. จะเห็นและจำหน้าคนร้ายที่ขับรถจักรยานยนต์มีน้อย เมื่อพยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง.
คำพิพากษาย่อยาวโปรดเข้าสู่ระบบ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227

หมายเหตุ

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานทั้งปวงในคดีอาญา ภาระหน้าที่นำสืบตกแก่โจทก์เพราะโจทก์มีหน้าที่นำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย ฉะนั้น หากโจทก์พิสูจน์ความผิดของจำเลยไม่ได้หรือพยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้เสียแล้ว ศาลต้องยกฟ้องปล่อยจำเลยไปโดยไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานฝ่ายจำเลยก่อน แต่หากพยานหลักฐานโจทก์เชื่อฟังได้จึงจะพิจารณาพยานหลักฐานของจำเลยว่าฟังได้หรือไม่และสามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้หรือไม่เพียงใด
ในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่นำสืบตาม ป.วิ.อ.มาตรา 227 ให้ได้ความ2 ประการ คือ
1. มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง และ
2. จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น
ฉะนั้น ในการนำสืบของโจทก์ต้องนำสืบให้ได้ความดังกล่าวทั้ง 2ประการซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วการนำสืบว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงหรือไม่นั้นไม่ค่อยจะมีปัญหา แต่จะมีปัญหาตรงพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด เพราะหากยังเป็นที่สงสัยอยู่ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ ก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยและศาลต้องยกฟ้อง
ป.วิ.อ.มาตรา 227 วรรคสองบัญญัติว่า “เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย” บทบัญญัตินี้มาจากหลักความคิดพื้นฐานที่ว่า กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีวัตถุประสงค์มุ่งถึงการยกฟ้องผู้บริสุทธิ์มากยิ่งกว่าการลงโทษผู้กระทำความผิด หรือที่มักจะกล่าวกันเสมอว่า”ปล่อยคนผิดไปสิบคนดีกว่าลงโทษผู้บริสุทธิ์เพียงคนเดียว” ในคดีอาญาจึงได้มีการสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์(PresumptionofInnocence)
แต่หลักยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยนี้น่าจะต้องเป็นเรื่องความสงสัยในข้อเท็จจริงเท่านั้น จะสงสัยในข้อกฎหมายไม่ได้เพราะตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 ให้ศาลยกฟ้องเฉพาะกรณีที่มีความสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดหรือไม่เท่านั้น ซึ่งเป็นการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาว่าเพียงพอที่จะฟังลงโทษจำเลยได้หรือไม่อันเป็นเรื่องดุลพินิจของศาล ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้นอย่างไรก็ตามศาลฎีกาเคยใช้หลักนี้กับอายุความ โดยวินิจฉัยว่าเมื่อคดีมีปัญหาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลอาจวินิจฉัยยกประโยชน์ให้เป็นผลดีแก่จำเลยโดยฟังว่าคดีขาดอายุความก็ได้(คำพิพากษาฎีกาที่ 934/2481)
กรณีพยานหลักฐานถึงขนาดเป็นที่สงสัยหรือไม่ เป็นเรื่องของการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์ว่าแค่ไหน เพียงใด จึงจะถือว่าพยานหลักฐานเป็นที่สงสัยนั้นมีข้อพิจารณาดังนี้
1. เรื่องของการยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยนั้น จะต้องมีเหตุผลอันสมควรที่จะทำให้เกิดความสงสัย หากเป็นการสงสัยเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ชัดเจนก็ใช่ว่าจะยกประโยชน์ความสงสัยให้แก่จำเลยทุกกรณีไป
คำพิพากษาฎีกาที่ 572/2500 ประโยชน์แห่งความสงสัยที่ยกให้เป็นผลดีแก่จำเลยนั้น ต้องมีเหตุอันสมควรให้เกิดความสงสัยข้อสงสัยที่ไกลต่อเหตุผลไม่เป็นเหตุให้ศาลยกฟ้อง
คำพิพากษาฎีกาที่ 643/2531 การที่ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 นั้น ต้องเป็นเรื่องที่มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดหรือไม่ เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดจริงตามฟ้องจำเลยจึงต้องรับโทษตามกฎหมาย
2. เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ไม่เป็นที่แน่ชัดหรือชัดเจน จะต้องสันนิษฐานไปในทางที่เป็นผลดีแก่จำเลย
คำพิพากษาฎีกาที่ 296/2483 คดีอาญา เมื่อคำพยานโจทก์ยังเป็นที่สงสัยควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นผลดีแก่จำเลย
คำพิพากษาฎีกาที่ 115/2497 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสมคบกันมีและกินน้ำตาลเมา ทางพิจารณาได้ความเพียงว่า จำเลยกินน้ำตาลเมา ดังนี้จะสันนิษฐานว่าจำเลยมีน้ำตาลเมาด้วยไม่ได้ ได้ความว่าจำเลยกินน้ำตาลเมาในวงเลี้ยงน้ำตาลเมานั้นจะสันนิษฐานว่าน้ำตาลเมาเป็นของจำเลยหรือจำเลยสมคบกันมี ย่อมเป็นการสันนิษฐานในทางที่เป็นผลร้ายแก่จำเลย เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 227
คำพิพากษาฎีกาที่ 5/2533 วินิจฉัยว่า โจทก์มีพยานเพียงปากเดียวแต่มิได้รู้เห็นขณะจำเลยลักเอาเงินของผู้เสียหายไป โดยพยานออกไปจากกระท่อมนานานประมาณ 30 นาทีก็กลับมา พบเห็นจำเลยยืนอยู่ใต้กระท่อมนา และพบว่าเงินของผู้เสียหายที่อยู่บนกระท่อมนาได้หายไปดังนี้ หากจำเลยเป็นคนร้ายเมื่อได้เงินแล้วก็น่าจะรีบหนีออกไปจากกระท่อมนา ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะมายืนอยู่ใต้กระท่อมนาทั้งกระท่อมนาที่เกิดเหตุตั้งอยู่ในที่เปิดเผยใกล้ทางที่ชาวบ้านผ่านไปมา ฉะนั้น ระยะเวลาที่พยานไปและกลับมาที่กระท่อมนา คนที่เดินผ่านจึงมีโอกาสที่จะขึ้นไปลักเอาเงินบนกระท่อมนาได้โดยง่าย ส่วนการที่พยานถามจำเลยว่ามาทำอะไร จำเลยไม่ตอบกลับเดินออกไปและเมื่อจำเลยเห็นเจ้าพนักงานตำรวจก็วิ่งหนีนั้น แม้เป็นการกระทำอันเป็นพิรุธก็ตาม แต่การกระทำอันเป็นพิรุธของจำเลยดังกล่าวและการที่จำเลยยืนอยู่ใต้กระท่อมนาภายหลังจากที่เงินของผู้เสียหายได้หายไปนั้น เป็นเพียงพฤติการณ์ที่น่าสงสัยว่าจำเลยน่าจะเป็นคนร้ายเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่มีพยานอื่นมาสืบประกอบเพื่อยืนยันให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดจริง พยานโจทก์จึงยังเป็นที่สงสัย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง
3. เมื่อพยานโจทก์เป็นที่สงสัยเช่นนี้ ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้อง
จากการวินิจฉัยคดีนี้ เห็นได้ว่าศาลได้พิเคราะห์ถึงความสามารถของพยานในการจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าพยานมีความน่าเชื่อว่าจะเห็นเหตุการณ์หรือคนร้ายจริงหรือไม่ หรือไม่น่าจะเห็น โดยพิจารณาจากโอกาส ระยะเวลา และพฤติการณ์ในการเห็นของพยานตำแหน่งที่อยู่ของพยานรวมทั้งลักษณะของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยเป็นสำคัญ
แนวคำพิพากษาฎีกาที่เดินตามหลักดังกล่าว มีดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 169/2491 การที่พยานเห็นคนร้ายโดยอาศัยแสงไฟที่สุมอยู่ในเตาส่องสว่างไปได้ไกลประมาณ 4-5 วา พยานถูกคนร้ายเอาปืนขู่ ใช้เชือกมัดข้อมือ แล้วคนร้ายบังคับให้พยานพาไปชี้ที่เก็บทรัพย์ในห้อง คนร้ายเป็นคนที่พยานเห็นหน้ามาก่อน ฟังได้ว่าพยานได้เห็นและจำคนร้ายได้จริง
คำพิพากษาฎีกาที่ 83/2533 คนร้ายยิงปืนหลายนัดติดต่อในคราวเดียวกันทั้งโจทก์ร่วม ผู้ตาย และพวกต้องรีบหมอบคลานเข้าไปหลบซ่อนในป่าหญ้าคา โอกาสที่จะเห็นคนร้ายได้ชัดเจนในช่วงเวลาดังกล่าวจึงมีน้อยมาก เพราะต่างก็อยู่ในสภาพที่ต้องหลบหนีเอาตัวรอดทั้งการที่โจทก์ร่วมระบุชื่อคนร้ายในชั้นสอบสวนตลอดจนรายละเอียดอื่นก็เป็นเวลาหลังเกิดเหตุหลายเดือนอาจมีการเสริมแต่งก็ได้พยานหลักฐานโจทก์ย่อมไม่มีน้ำหนักมั่นคงพอรับฟังลงโทษจำเลยได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 93/2533 ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนผู้เสียหายและ พ.นั่งอยู่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวริมถนน โดยผู้เสียหายนั่งหันหน้าไปทางถนน ส่วน พ. นั่งหันหลังให้ถนน คนร้ายเดินเข้ามาทางด้านหน้าของผู้เสียหายและเดินมาทางด้านหลังของ พ. ขณะนั้นผู้เสียหายคิดว่าเป็นคนมากินก๋วยเตี๋ยว เพิ่งมาสนใจต่อเมื่อมีคนร้ายคนหนึ่งใช้ปืนจี้ที่ศีรษะ และถูกคนร้ายอีกคนหนึ่งซึ่งไปยืนทางด้านซ้ายของผู้เสียหายแกะสร้อยคอ ประกอบกับระยะเวลาที่คนร้ายกระทำผิดเป็นระยะเวลาสั้นมากถึงแม้จะมีแสงไฟฟ้าก็ไม่มีช่วงใดที่ผู้เสียหายและ พ. จะมีโอกาสมองดูหน้าคนร้ายได้ชัดเจน อีกทั้งผู้เสียหายและ พ.ต่างก็ไม่เคยเห็นหน้าคนร้ายมาก่อน คนร้ายไม่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคนทั่วไป และจับคนร้ายได้หลังเกิดเหตุแล้ว 3 เดือนเศษกรณียังเป็นที่สงสัย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย
คำพิพากษาฎีกาที่ 297/2533 พยานนั่งไปในกระบะท้ายรถยนต์ขนาดหกล้อซึ่งแล่นไปตามถนนลูกรัง ด้วยความเร็วเกือบ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีฝุ่นฟุ้งกระจายเต็มท้ายรถที่แล่นไปคนร้ายขับรถจักรยานยนต์ตามหลังรถที่พยานนั่งดังนี้ โอกาสที่พยานจะมองฝ่าละอองฝุ่นที่ฟุ้งกระจายเต็มท้ายรถที่ตนนั่งไปถึงขนาดเห็นหน้าคนร้ายชัดเจนนั้นย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ ยิ่งเป็นคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนประกอบกับมีช่วงเวลาเกือบ 5 นาที ความเป็นไปไม่ได้ก็ยิ่งมีมากขึ้นไปอีก จึงไม่น่าเชื่อว่าพยานจะจำคนร้ายได้
รวบรวม ทนายภูดิท โทณผลิน

ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการเตรียมสอบทนายความและ ความรู้กฎหมายทั่วไปได้ที่ line@

https://line.me/R/ti/p/%40kft2307m

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581