ห่างหายบทความทางวิชาการไปนาน บ่ายวันนี้กลับจากศาลมีนบุรีมีโอกาสได้นั่งติดตามอ่านข่าวและทำงานแบบสบายสบายบ้าง สะดุดอยู่กับข่าวเกี่ยวกับการฟ้องคดีในวงการรถยนต์อยู่เคสหนึ่ง เป็นกรณีความชำรุดบกพร่องของตัวรถ ที่น่าสนใจคือ ตามเนื้อข่าวมีการยื่นฟ้องเป็นคดีแบบกลุ่ม (คลาสแอคชั่น) น่าจะเป็นคดีที่ 2 ตั้งแต่แก้ไข ป.วิ.พ. มาตรา 222/1-222/49 (และจะมีคดีที่ 3 ยื่นฟ้องเร็วๆนี้) เลยขออนุญาตหยิบยกมาวิเคราะห์ในเชิงวิชาการสักหน่อย
คดีแบบกลุ่มเดิมนั้นจะใช้ในคดีสิ่งแวดล้อม เดิมยึดหลักตามคำแนะนำของประธานศาลฎีกา ต่อมาจึงมีการแก้ไขและนำใส่ไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บริษัทแรกที่โดนฟ้อง เป็น class action เลยคือเหมืองทองใหญ่ จากที่เข้าร่วม การพิจารณาคดีแบบกลุ่มและศึกษาข้อดีข้อเสียมาซักระยะแล้ว ขอสรุปข้อได้เปรียบเสียเปรียบในคดีตามข่าว คร่าวๆดังนี้
1. การดำเนินคดีแบบกลุ่มตามหลักกฎหมายเหมือนจะไว แต่ในทางปฏิบัติ อาจจะไม่ไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเพราะเสมือนการสืบพยาน 2 ครั้ง คือนำสืบในชั้นไต่สวนขอพิจารณาคดีแบบกลุ่ม และเมื่อศาลรับเป็นคดีกลุ่มแล้ว ก็จะต้องนำสืบพยานกันอีกครั้ง โดยในการไต่สวนนั้นกฎหมายเขียนเพียงว่า ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่ามีลักษณะเฉพาะของสมาชิกกลุ่มสมาชิก กลุ่มบุคคลมีสมาชิกจำนวนมากการดำเนินคดีแบบกลุ่มจะสะดวกกว่า การดำเนินคดีแบบกลุ่มจะมีประสิทธิภาพกว่าคดีสามัญ รวมถึงคุณสมบัติของโจทก์และทนายความโจทก์ด้วย แต่ในทางปฏิบัติแล้ว บริษัทจำเลยที่ถูกฟ้องเป็นคดีกลุ่มล้วนเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ ใช้บริการสำนักงาน law firm ชั้นนำในประเทศทั้งนั้น ซึ่ง จะเห็นการทำงานแบบละเอียด ทั้งเอกสาร ข้อมูล รวมถึงประเด็นในการซักค้านพยานแต่ละปาก จึงทำให้ แค่วันนั้นพญาคดีในชั้นไต่สวน คดีกลุ่ม ก็ ปาไปหลายนัดแล้ว ยังไม่รวม วันนัดในการสืบพยานอีก ซึ่งจริงๆหลักกฎหมายก็เทียบเคียงได้กับการไต่สวนมูลฟ้องในคดีอาญา เพียงแต่ว่าคดีกลุ่มในเมืองไทยอาจจะยังมีน้อยมาก เลยทำให้ท่านเจ้าของสำนวน ยังไม่ได้ตัดประเด็นที่ไม่สำคัญโดยเช่นครัด
2. คุณสมบัติของโจทก์และทนายความโจทก์ ประเด็นนี้มีความสำคัญเหมือนกัน เพราะโจทก์จะเป็นผู้แทนคดีให้กับผู้ที่เป็นสมาชิก ทั้งหมด และคำพิพากษาจะผูกพันบุคคลที่มีลักษณะเป็น สมาชิกกลุ่มทุกคน แม้กระทั่งบุคคลที่ไม่ได้เข้าหรือมีส่วนร่วมในการสืบพยานคดีนี้ ศาลจึงจะพิจารณาคุณสมบัติของโจทก์โดยเคร่งครัด ในส่วนของทนายความโจทก์จะต้องมีคุณสมบัติเหมาะสม มีประวัติการทำงานในคดีประเภทดังกล่าว โดยศาลจะพิจารณาว่าทนายความโจทก์เคยทำคดีที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก มีประสบการณ์ หรือมีความเชี่ยวชาญในคดีที่กำลังจะฟ้องเป็นคดีกลุ่มนั้นหรือไม่ และเป็นประเด็นที่บริษัทจำเลยจะต้องยกขึ้นต่อสู้แน่นอนว่าคุณสมบัติของโจทก์หรือทนายความเหมาะสมหรือไม่
3. ต่อมาในส่วนของการเสียค่าธรรมเนียม โจทก์จะต้องเป็นผู้เสียและออกค่าธรรมเนียมออกไปก่อน ทั้งนี้ต้องทำรายงานค่าใช้จ่ายด้วย มีประเด็นคำถามคือสามารถยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลได้หรือไม่ ตรงนี้หากเป็นคดีคุ้มครองผู้บริโภคอาจไม่ต้องเสีย หากโจทก์เรียกค่าเสียหายตามสมควร หรือหากเป็นคดีแพ่งธรรมดา กฎหมายก็เปิดช่องให้ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะเป็นผลเสียในทางคดีคือ จะทำให้จำเลยหยิบยกเป็นประเด็นข้อต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นผู้แทนกลุ่ม
4. หน้าที่ของโจทก์ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง หลังจากที่ศาลรับคดีไว้เป็นคดีแบบกลุ่มแล้ว คือการประชาสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการส่งหนังสือให้กับสมาชิกกลุ่มเท่าที่ทราบ การประกาศหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายเป็นเวลา 3 วันติดต่อกันรวมถึงสื่อมวลชนอื่น ในส่วนนี้ค่าใช้จ่ายสูงพอสมควร อาจจะสูงกว่าค่าธรรมเนียมศาลด้วยซ้ำและจะใช้หนังสือพิมพ์ที่คนไม่ค่อยอ่าน อย่างเช่นในกรณีประกาศหนังสือพิมพ์ในคดีร้องจัดการมรดกไม่ได้ซะด้วย ซึ่งค่าประกาศหนังสือพิมพ์เสร็จแล้วชวนกุมขมับทั้งสิ้น
5. ประเด็นต่อสู้ในคดี ที่น่าสนใจคือ ปกติการดำเนินคดีแบบกลุ่มจะเกิดจากแหล่งมลพิษที่เดียวกัน เช่นเหมืองแร่ต่างๆ โดยกลุ่มบุคคลซึ่งจะเป็นสมาชิกกลุ่มนั้น ต้องมีสิทธิ์อย่างเดียวกันเนื่องมาจากข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายอันเดียวกัน แต่คดีรถยนต์ดังกล่าว น่าสังเกตในทางกฎหมายว่า เกิดจากข้อเท็จจริงอันเดียวกันหรือไม่ยกตัวอย่างเช่น
– รถยนต์แต่ละคันได้มีการตกแต่ง เพิ่มเติมแตกต่างกันหรือไม่ อาทิในส่วน เครื่องยนต์ ช่วงล่าง ฯลฯ
– รถยนต์แต่ละคันได้เข้าเช็คบริการศูนย์ตามระยะทุกครั้งตามกำหนดเหมือนกันหรือไม่
– รถยนต์แต่ละคันเคยประสบอุบัติเหตุมาบ้างหรือไม่ หนักเบาแตกต่างกันอย่างไร
– รถยนต์แต่ละคันได้ใช้ในภูมิประเทศแตกต่างกันเช่นใกล้ทะเล ใช้ในภูมิประเทศแบบภูเขาเนินชัน หรือใช้ในพื้นที่มีฝุ่นหรือสารเคมีเยอะหรือไม่ แตกต่างกัน
– เลขไมค์ของรถยนต์แต่ละคันแตกต่างกัน อายุรถ รวมถึงรถบางคันหมดประกันแล้ว
– ลักษณะการขับขี่ของผู้ขับรถยนต์แต่ละคันแตกต่างกัน
ซึ่งเป็นที่น่าติดตาม ในทางวิชาการว่า ลักษณะเฉพาะของผู้เสียหาย จะชัดเจนหรือไม่อย่างไร และสามารถดำเนินคดีแบบกลุ่มได้หรือไม่ เพราะคดีแบบกลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น แหล่งมลพิษเดียวกัน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน หลายหมื่นคน แต่พอมาฟ้องคดีแบบกลุ่ม ประชาชนที่รับความเสียหายหรือสมาชิกกลุ่ม ไม่ต้องมาศาลทุกคน มาเพียงแต่โจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่ม และพยานบุคคลพยานเอกสารนักวิชาการที่สำคัญ ก็สามารถพิจารณาคดีไปได้ เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี สมาชิกกลุ่มก็เพียงแต่เอาเอกสารยืนยันการเป็นสมาชิกกลุ่มมาแสดงเช่น สำเนาทะเบียนบ้าน ข้อมูลยืนยันผลการตรวจสารพิษในเลือด เป็นต้น มายื่นเพื่อรับชำระเงินค่าเสียหาย ตามแต่ละประเภทตามกลุ่มที่โจทก์ได้ฟ้องและเรียกไว้ให้เท่านั้น
แต่ในคดีเกี่ยวกับรถยนต์ดังกล่าวนั้น จะเห็นว่าความเสียหายและลักษณะการใช้งานและความเสียหายของรถยนต์แต่ละคันนั้นแตกต่างกัน ไม่สามารถให้โจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มสืบพยานในส่วนของข้อเท็จจริงของรถแต่ละคันแทนสมาชิกกลุ่มได้ทั้งหมด และปัญหาคือจะแยกกลุ่มความเสียหายอย่างไรดี
6. ปัญหาถัดมา จะมีการเขียนระบุลักษณะของสมาชิกกลุ่มอย่างไรให้เพราะผู้ใช้รถรุ่นดังกล่าวนั้น ในราชอาณาจักรไทยมีจำนวนไม่น้อย แบบไหนถึงเข้าข่ายเป็นสมาชิกกลุ่ม เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 222/12 (2) ได้กำหนดไว้ชัดว่า โจทก์ต้องแสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะที่เหมือนกันของกลุ่มบุคคลที่ชัดเจนเพียงพอเพื่อให้รู้ว่าเป็นกลุ่มบุคคลใด
7. ขั้นตอนสำคัญอีกส่วน คือการเข้าหรือออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่ม การถอนฟ้องหรือการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จะต้องมีการแจ้งสมาชิกกลุ่มเสมอ
และที่สำคัญผู้ที่ได้รับความเสียหาย หรือเข้าข่ายการเป็นสมาชิกกลุ่ม จะต้องยอมรับในผลแห่งคดีที่โจทก์นั้นดำเนินการด้วย หมายความว่าหากโจทก์ชนะคดีก็สามารถนำหลักฐานไปรับชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษาได้ แต่หากโจทก์แพ้คดี ก็จะต้อง รับสภาพในผลแห่งคำพิพากษาด้วย จะไปฟ้องคดีใหม่ต่างหาก โดยอ้างว่าตนเองไม่ได้ร่วมในคดีก่อนนั้นไม่ได้ และหากจะไม่อยากผูกมัดในผลของคำพิพากษาที่โจทก์ได้ฟ้องนั้นแล้ว บุคคลนั้นจะต้องเข้าไปแจ้ง เป็นหนังสือต่อศาลในคดีนั้นว่าตน ไม่ประสงค์จะเป็นสมาชิกกลุ่ม มิฉะนั้นจะต้องผูกพันในผลแห่งคำพิพากษาด้วย ซึ่งในส่วนนี้ผู้เขียนก็รอดูลักษณะเฉพาะของสมาชิกกลุ่มในคดีดังกล่าวด้วยว่ากว้างและมีลักษณะเพียงใดเป็นผู้ใช้รถรุ่นดังกล่าวทั้งประเทศ หรือไม่อย่างไร และเห็นว่าเป็นส่วนสำคัญที่ควรเปิดเผย แก่สาธารณชน เพื่อที่จะให้ประชาชนบางคน ที่ใช้รถยนต์รุ่นดังกล่าวและอาจไม่เห็นด้วยในแนวทางการพิจารณาคดีของโจทก์ จะได้มาถอนตัวเป็นหนังสือต่อศาลเเละออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มและไปฟ้องหรือเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวเอง
แต่ทั้งนี้เขียนก็ขอให้กำลังใจบรรดาผู้เสียหายในคดีดังกล่าวด้วย ส่วนตัวผู้เขียนเคยเรียกร้องและต่อสู้ให้สมาชิก ในเรื่องปัญหาของรถยนต์มาก่อนแล้ว ซึ่งเป็นคนละรุ่นแต่จบในลักษณะที่ไม่ต้องฟ้องร้องคดีต่อศาล เลยพอเข้าใจความรู้สึกของเจ้าของรถทุกคน
ผู้เรียบเรียง
ทนายภูดิท โทณผลิน
5 เมษายน 2560

  1. #เพิ่มเติมสั้นๆ คดีกลุ่มจะผูกมัดบุคคลที่อยู่ในเกณฑ์สมาชิกกลุ่มทุกคน แม้กระทั่งบุคคลที่ไม่ได้เข้าร่วมในคดี หากโจทก์ชนะคดีสมาชิกกลุ่มสามารถนำเอกสารไปยืนยันลักษณะการเป็นสมาชิกและรับชำระเงินตามคำพิพากษาได้เลย แต่หากโจทก์แพ้คดี บุคคลที่อยู่ในเกณฑ์สมาชิกกลุ่มก็ต้องรับผลการแพ้คดีนั้นด้วย จะไปฟ้องร้องใหม่โดยอ้างว่าตนไม่ได้เข้ามาร่วมในคดีไม่ได้นอกจากมาแจ้งต่อศาลเป็นหนังสือว่าตนไม่ประสงค์จะเป็นสมาชิกกลุ่ม

ติดตามความรู้ทางกฎหมายเพิ่มเติมได้ทาง Line@

https://line.me/R/ti/p/%40kft2307m

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581