วันนี้ผู้เขียนจะเขียนเรื่องความรักความใคร่ ของแบบนี้มันห้ามกันไม่ได้ และไม่เข้าใครออกใครเสียด้วย ก่อนอื่นต้องบอกว่าความรักนั้นมีหลายแบบ แต่แบบไหนล่ะจึงจะปลอดภัยห่างไกลคุกตาราง ผู้เขียนมีเรื่องเล่า “รักอย่างไรจึงจะไม่ทุกข์”

สมชายรักใคร่ชอบพออยู่กับสมศรีทั้งๆที่ทราบดีว่าสมศรีอายุยังไม่ถึง 15 ปี ทั้งสองคนแอบไปเที่ยวเตร่ด้วยกันในฐานะคนรัก โดยไม่ให้พ่อแม่สมศรีรู้ ต่อมาทั้งคู่แอบลักลอบได้เสียกันจนพ่อแม่ของสมศรีจับได้ พ่อแม่ของสมศรีจึงให้สมศรีคิดต่อกับสมชายให้มาเจรจาสู่ขอตามประเพณี แต่สมชายกลับหลีกเลี่ยงบ่ายเบี่ยงมาตลอดไม่ยอมมาพบกับพ่อแม่สมศรี พ่อแม่สมศรีจึงไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาพรากผู้เยาว์แก่สมชาย ระหว่างการพิจารณาคดี นายสมชายได้ไปเจรจาสู่ขอและได้แต่งงานกับเด็กหญิงสมศรีจนมีบุตรด้วยกันหนึ่งคน

**แต่เมื่อความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 เป็นความผิดที่ไม่อาจยอมความได้ และเป็นความที่เป็นการกระทำละเมิดต่ออำนาจปกครองของบิดามารดาของผู้เยาว์ ผู้เสียหายในคดีนี้จึงเป็น ผู้ปกครองหรือบิดามารดาของเด็ก และแม้ว่าเด็กจะให้ความยินยอมหรือเต็มใจก็ตาม แม้ว่าต่อมานายสมชายจะได้ไปสู่ขอแต่งงานตามประเพณีกับเด็กหญิงสมศรี และมีบุตรด้วยกันก็ตาม คดีที่กำลังดำเนินกระบวนการพิจารณาในชั้นศาลก็ไม่ยุติลง และบิดามารดาเด็กหญิงสมศรีก็ไม่อาจถอนแจ้งความได้ และหากบิดามารดาเด็กหญิงสมศรีจะได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ และศาลได้อนุญาตแล้ว ภายหลังมีความประสงค์จะขอถอนฟ้องนายสมชาย ก็มีผลเพียงว่า ศาลอาจอนุญาตให้บิดามารดาเด็กหญิงสมศรีถอนฟ้องคดีในส่วนโจทก์ร่วมไป แต่พนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์ยื่นฟ้องยังต้องดำเนินคดีต่อนายสมชายต่อไป เพราะความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามมาตรา 317 นี้มิใช่คดีความผิดต่อส่วนตัวที่จะถอนฟ้องแล้วทำให้คดีอาญาระงับลงได้ แต่เป็นคดีความผิดต่อแผ่นดินที่ไม่อาจยอมความได้

หากพิจารณาเรื่องนี้มาตั้งแต่เริ่มแรก นายสมชายผิดข้อแรกคือ รู้อยู่แล้วว่าเด็กหญิงสมศรีอายุยังไม่เกิน 15 ปี แต่ยังไม่หักห้ามใจตน ข้อสอง ตั้งใจแต่แรกแล้วว่าไม่ประสงค์จะรับผิดชอบอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นคงรีบเข้าไปเจรจาพูดคุย เมื่อพ่อแม่ของเด็กหญิงติดต่อมา แต่กลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับผิดชอบเรื่องจึงได้บานปลายขนาดนี้

สุดท้ายแม้จะยินยอมแต่งงานกับเด็กหญิงสมศรีตามประเพณีและมีบุตรด้วยกันภายหลังก็ไม่อาจทำให้คดีที่พิจารณาในชั้นศาลอยู่นั้นระงับลง อีกทั้งยังต้องเสียเงินทองไปอีกมากมายทั้งค่าทนายความในการต่อสู้คดี ค่าสินสอดทองหมั้น ค่าเสียหายที่ฝ่ายพ่อแม่ของเด็กหญิงเรียก ที่สำคัญเสียเวลา

ไปมาก กว่าคดีจะเสร็จสิ้น เมื่อต่อสู้คดีกันจนถึงที่สุดแล้ว และข้อเท็จจริงประจักษ์ชัดในชั้นศาลนายสมชายก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย สิ่งเดียวที่นายสมชายทำได้คือ ขอความเมตตาจากศาลโดยอ้างเด็กหญิงสมศรีผู้เป็นภริยาและบุตรที่เกิดแต่ภริยา เพื่อให้ศาลได้กำหนดโทษให้เหมาะสมต่อไป

อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 7369/2554

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง #ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 317 วรรคแรกและวรรคสาม

By ทนายกานต์

089 743 1717

ติดตามความรู้ทางกฎหมายเพิ่มเติมทาง Line@

https://line.me/R/ti/p/%40kft2307m

 

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581