สังคมสมัยนี้ เปลี่ยนไป รวมทั้งกฎหมายด้วย แต่ก่อนนี้ เราเคยได้ยินแต่คำว่า ชายข่มขืนหญิง แต่ในยุคปัจจุบันนี้ ประมวลกฎหมายอาญาได้มีการแก้ไขเนื้อความสำคัญ ในกฎหมายไว้ว่า มาตรา 276 ” ผู้ใด ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยขู่เข็ญใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้น อยู่ในภาวะ ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือทำให้ ผู้อื่นนั้น เข้าใจผิดว่า ตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันถึงสี่หมื่นบาท…………..”

หากเราสังเกต ถ้อยคำในกฎหมาย เปรียบเทียบระหว่างกฎหมายเดิมก่อนแก้ไขกับกฎหมายที่แก้ไขในปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่ากฎหมายได้เปลี่ยนถ้อยคำ ในตัวบท จาก คำว่า “ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเรา หญิงอื่นซึ่งมิใช่ภรรยา..” มาเป็น “ผู้ใดข่มขืนผู้อื่น…” เมื่อตัดคำว่าหญิงอื่นซึ่งมิใช่ภริยาออกมาเป็นผู้อื่น จึงหมายความว่า ผู้อื่นตามกฎหมายใหม่ นั้นจะเป็นใครก็ได้ ดังนั้น หาก “ผู้ใด” นั้น เป็นหญิง แล้วข่มขืนชาย ความหมายตามกฎหมายนี้ ก็ย่อมหมายความว่า หญิงนั้นมีความผิด เช่นเดียวกับ หญิงข่มขืนหญิง หรือ ชายข่มขืนชาย ก็เป็นความผิดเช่นกัน…เช่นเดียวกับคำว่า “ผู้ใด” ซึ่งทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ยังคงใช้คำเดิม ดังนั้น คำว่า “ผู้ใด” จึงหมายความว่า ผู้ใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น บุคคลอื่นหรือสามีหรือภริยาหรือบุคคลในครอบครัวตนเองก็ตามย่อมใช้นิยาม ตามที่บัญญัตินี้

เหตุผล ที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนี้ ก็เพราะประสงค์ จะให้ความคุ้มครอง สำหรับบุคคล ที่มีรักข้ามเพศ เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม ในเมื่อถูกกระทำทางเพศ โดยที่ตนมิได้เต็มใจ… หากศึกษากฎหมาย ในเรื่องข่มขืนให้ลึกลงไปอีก จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่เรื่องของการกระทำ ที่ใช้ อวัยวะเพศชาย กระทำต่ออวัยวะเพศหญิงเท่านั้น แต่รวมหมายถึง การใช้สิ่งอื่นใด ที่แม้มิใช่อวัยวะเพศ สอดใส่เข้าไป ในอวัยวะเพศหญิง หรือทวารหนักหรือทางช่องปาก ดังนี้ย่อมเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราทั้งสิ้น เมื่อวันสองวันที่ผ่านมานี้มีคดีที่สร้างความเสื่อมเสียให้แก่ประเทศไทยเป็นอย่างมากเมื่อวิศวกรหญิงชาวเยอรมันได้มาตรวจงาน ที่จังหวัดชลบุรีและเมื่อเสร็จงานแล้วได้เช่ารถมอเตอร์ไซค์ ขับเที่ยวที่เกาะสีชัง และถูก ชายไทย ข่มขืนแล้วฆ่า แม้กฎหมาย จะบัญญัติ ให้การข่มขืนแล้วฆ่าต้องได้รับโทษสูงสุดคือประหารชีวิตก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโทษที่กฎหมายบัญญัตินั้น จะทำให้ ผู้กระทำความผิด เกิดความยำเกรง เราจึงได้ข่าว การข่มขืนกระทำชำเราในหน้าสื่ออยู่เป็นระยะๆ สิ่งที่สำคัญ ก็คือ โทษที่ผู้กระทำความผิดได้รับ มัก ไม่ถูกใจประชาชนเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจาก ประชาชนเห็นว่า การล่วงละเมิดทางเพศนั้นเป็นการกระทำที่ไม่อาจให้อภัยได้ จึงมีกลุ่มบุคคลต่างๆ ออกมาเรียกร้องอยู่เสมอว่าข่มขืนให้ประหาร เนื่องจากเห็นว่าการกระทำความผิดทางเพศนั้นเป็นการกระทำความผิดที่ผู้กระทำผิดมีเจตนาที่จะกระทำความผิดแบะความผิดเช่นนี้ มิอาจมีได้ในความประมาท ดังนั้นเห็นควรให้ลงโทษ สถานหนัก แต่เนื่องจาก ประเทศเรา มีกฎหมายบรรเทาโทษให้ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดได้สำนึกถึงความผิดที่ตนกระทำและให้ความร่วมมือต่อเจ้าพนักงานยุติธรรมในการดำเนินกระบวนการพิจารณาตั้งแต่ต้น ปัญหาที่คิดว่า หลายๆคนสงสัยก็คือ บุคคลเหล่านี้จะมีความสำนึกจริงหรือไม่ และเชื่อได้อย่างไรว่าเขา จะไม่กระทำความผิดซ้ำอีกเพราะที่ผ่านมา ได้ฟังข่าวอยู่เนืองๆ ว่า ผู้ที่กระทำความผิดแม้ได้รับโทษตามกฎหมาย เมื่อได้ถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำมาแล้ว ก็หาได้สำนึกไม ่แต่กลับกระทำความผิดซ้ำ ในความผิดเดิมอีก แม้กฎหมายจะบัญญัติเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรถึงแม้ว่าจะบัญญัติโทษให้สูงเช่นไร ส่วนตัวผู้เขียนเองเห็นว่า คงไม่อาจเปลี่ยนแปลงนิสัยดั้งเดิมของผู้กระทำความผิดได้ คงได้แต่ หวังว่า ศาลสถิตยุติธรรม จะใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษ ให้แก่ผู้กระทำความผิด ให้เหมาะสมกับความผิดที่ได้กระทำไป

ข้อกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 277, 277ทวิ, 277ตรี

By ทนายกานต์

089 743 1717

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581