พลิกตำราสู้คดีกับกรมการขนส่งฯสักเคสก่อนไปภารกิจยาว กรณีส่วนต่างในการประมูลป้ายทะเบียนรถยนต์ ค้นคว้าพบทั้งแนวทางที่ผู้ประมูลฟ้องรัฐ และทั้งที่รัฐฟ้องผู้ประมูล กรณีนี้ต่อสู้กันในหลักวิชาการล้วนๆ เพราะข้อเท็จจริงนิ่งเป็นยุติแล้ว
(หมายเหตุ การศึกษาแนวทางจากคำพิพากษาศาลฎีกาต้องระวังเรื่องข้อเท็จจริงโดยละเอียดเพราะหากข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปข้อกฎหมายก็อาจเปลี่ยนตาม)
ผลจะเป็นอย่างไรจะมาแจ้งเพื่อเป็นกรณีศึกษาทางวิชาการกันครับ

#ฎ1825/2522

โจทก์ประกาศประกวดราคาจัดซื้อของ เป็นคำเชิญชวนให้ผู้ที่ประสงค์จะเข้าประกวดราคายื่นซองเสนอหนังสือเสนอราคาที่จำเลยยื่นเป็นคำเสนอ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบว่าตกลงรับราคาที่จำเลยเสนอและให้ไปทำสัญญาเป็นคำสนอง แต่สัญญาซื้อขายยังไม่เกิดขึ้นเมื่อคำบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอ สัญญาจะเกิดขึ้นต่อเมื่อโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญากันเป็นหนังสือตามข้อผูกพันที่ระบุไว้ในประกาศประกวดราคา จำเลยไม่ไปทำสัญญากับโจทก์ตามกำหนดเวลา โจทก์ย่อมมีสิทธิริบเงินมัดจำซองประกวดราคาได้ตามข้อตกลงในประกาศประกวดราคา แต่เมื่อยังไม่มีสัญญาซื้อขายต่อกันจำเลยยังไม่มีความผูกพันตามสัญญาซื้อขายที่จะต้องมอบของให้โจทก์ ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องซื้อของจากผู้อื่นแพงกว่าราคาที่จำเลยเสนอเป็นค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาซื้อขาย ไม่ใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากข้อตกลงในการประกวดราคา โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ประกาศประกวดราคาซื้อพัสดุ (ลวดเกลียว)ผู้ใดมีความประสงค์จะเข้าประกวดราคา ต้องยื่นซองเสนอราคาต่อคณะกรรมการประกวดราคา เมื่อยื่นซองประกวดราคาแล้วจะถอนไม่ได้ โจทก์ตกลงเป็นคู่สัญญากับผู้ใด ผู้นั้นจะต้องมาทำสัญญาให้เสร็จภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้ประกาศผลการประกวดราคา จำเลยที่ 1 ได้เสนอราคาขายลวดเกลียวจำนวน 10 ม้วน รวมเป็นเงิน 274,000 บาท และได้วางมัดจำการเสนอประกวดราคาตามเงื่อนไขในประกาศประกวดราคาไว้เป็นจำนวน32,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่มาทำสัญญาภายในกำหนด ยอมให้โจทก์ริบเงินมัดจำที่วางไว้และยอมให้โจทก์เรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมอีกโสดหนึ่งด้วย โจทก์ตกลงรับราคาลวดเกลียวที่จำเลยที่ 1 เสนอขาย และให้จำเลยที่ 1รับไปจัดทำสัญญาซื้อขายลวดเกลียวดังกล่าวกับโจทก์โดยเร็ว แต่จำเลยที่ 1มิได้ไปทำสัญญาและส่งมอบลวดเกลียวให้โจทก์ตามที่จำเลยที่ 1 เสนอราคาเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ได้จัดซื้อลวดเกลียวดังกล่าวใหม่โดยวิธีพิเศษ จากห้างหุ้นส่วนจำกัดพรเกษม ในราคา 522,500 บาท สูงกว่าราคาที่จำเลยที่ 1เสนอขายให้โจทก์จำนวน 248,500 บาท เป็นค่าเสียหายของโจทก์อีกโสดหนึ่งที่จำเลยที่ 1 จะต้องใช้ให้โจทก์ตามสำเนาหนังสือเสนอราคาซื้อขาย จำเลยที่ 2ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการต้องรับผิดร่วมด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายและดอกเบี้ยจำนวน 267,137.50 บาทให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 248,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อจำเลยที่ 1 เสนอราคาแก่โจทก์แล้วต่อมาจึงได้ทราบข้อเท็จจริงว่าราคาที่เสนอนั้นต่ำกว่าความเป็นจริงถึงสองเท่าการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะ และจำเลยที่ 1 ก็ได้บอกล้างแล้ว ตามประกาศเรียกประกวดราคาของโจทก์ โจทก์มีสิทธิเพียงริบเงินประกัน32,000 บาทเท่านั้น ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ยอมให้โจทก์ริบไปแล้ว โจทก์มิได้สงวนสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในกรณีอื่นใดไว้เลย และโจทก์ก็ได้ยกเลิกการประกวดราคารายนี้ไปแล้ว ยังไม่มีสัญญาซื้อขายต่อกัน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ได้

#ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

#ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ข้อเท็จจริงฟังได้จากคำฟ้อง คำให้การและพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยว่า เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2517 โจทก์ได้ประกาศประกวดราคาซื้อลวดเกลียวตามสำเนาประกาศประกวดราคาจัดซื้อพัสดุท้ายฟ้องหมายเลข 1วันที่ 28 มกราคม 2518 จำเลยที่ 1 ได้เสนอราคาขายลวดเกลียวและได้วางเงินมัดจำการเสนอประกวดราคาตามเงื่อนไขในประกาศเรียกประกวดราคาไว้ต่อโจทก์ 32,000 บาท ตามสำเนาหนังสือเสนอราคาการซื้อขายท้ายฟ้องหมายเลข 2 วันที่ 5 มีนาคม 2518 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าโจทก์ตกลงรับราคาที่จำเลยที่ 1 เสนอ ให้จำเลยที่ 1 ไปจัดทำสัญญาซื้อขายลวดเกลียวให้แล้วเสร็จโดยเรํว จำเลยที่ 1 มิได้ไปทำสัญญาและได้มีหนังสือแจ้งไปยังโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถมาทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ได้ตามสำเนาหนังสือลงวันที่ 28 มีนาคม 2518 ท้ายคำให้การหมายเลข 2 โจทก์ได้ริบเงินมัดจำการเสนอประกวดราคาจำนวน 32,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 วางไว้ และซื้อลวดเกลียวจากบุคคลอื่นในราคาสูงกว่าราคาที่จำเลยที่ 1 เสนอ 248,500บาท โจทก์ฎีกาอ้างว่าจำเลยที่ 1 มีความผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามคำเสนอของตน คือต้อง ขอทำสัญญาซื้อขายลวดเกลียวภายใน 15 วัน และยังมีความผูกพันที่จะต้องขายลวดเกลียวให้แก่โจทก์อีกด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดจำเลยทั้งสองก็ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 248,500 บาทให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์ข้อความในประกาศประกวดราคาจัดซื้อพัสดุของโจทก์และหนังสือเสนอราคาการซื้อขายของจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่าประกาศประกวดราคาจัดซื้อพัสดุของโจทก์เป็นคำเชิญชวนให้ผู้มีความประสงค์จะเข้าประกวดราคาตามประกาศนั้นยื่นซองเสนอตามเวลาและข้อผูกพันซึ่งกำหนดไว้ในประกาศ การยื่นหนังสือเสนอราคาซื้อขายของจำเลยที่ 1 เป็นคำเสนอขายลวดเกลียวตามประกาศประกวดราคาของโจทก์ ประกาศประกวดราคาจัดซื้อพัสดุดังกล่าวกำหนดข้อผูกพันไว้ว่าโจทก์สงวนสิทธิที่จะเลือกรับราคาของผู้หนึ่งผู้ใด ฯลฯ ก็ได้ แล้วแต่จะเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แก่ราชการ เมื่อโจทก์ตกลงให้ผู้เสนอรายใดเป็นคู่สัญญาแล้วจะต้องมีการทำสัญญากันอีกชั้นหนึ่งฉะนั้น การที่โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 5 มีนาคม 2518 แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าโจทก์ตกลงรับราคาที่จำเลยที่ 1 เสนอให้จำเลยที่ 1 ไปทำสัญญาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว จึงเป็นคำสนองรับคำเสนอของจำเลย แต่ในกรณีนี้สัญญาซื้อขายยังไม่เกิดขึ้นเมื่อคำบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอ สัญญาซื้อขายจะเกิดขึ้นต่อเมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากันเป็นหนังสือ ตามข้อผูกพันที่ระบุไว้ในประกาศประกวดราคาจัดซื้อพัสดุและหนังสือเสนอราคาการซื้อขายเมื่อจำเลยที่ 1ไม่มาทำสัญญากับโจทก์ภายในกำหนดเวลาตามประกาศเรียกประกวดราคาทั้งแจ้งให้โจทก์ทราบด้วยว่าไม่สามารถทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิริบเงินมัดจำ 32,000 บาท ตามข้อตกลงระหว่างโจทก์ จำเลยอันเป็นข้อตกลงในการประกวดราคา แต่เมื่อยังไม่มีสัญญาซื้อขายต่อกัน จำเลยที่ 1ก็ยังไม่มีความผูกพันตามสัญญาซื้อขายที่จะต้องมอบลวดเกลียวให้โจทก์ค่าเสียหายจำนวน 248,500 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องเป็นค่าเสียหาย อันเกิดจากการผิดสัญญาซื้อขายไม่ใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากข้อตกลงในการประกวดราคา เมื่อสัญญาซื้อขายยังไม่เกิดขึ้น โจทก์ก็ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชดใช้ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาที่จำเลยแก้ฎีกา

#พิพากษายืน
รวบรวมโดย
ทนายภูดิท โทณผลิน
27/4/60

https://line.me/R/ti/p/%40kft2307m

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581