จากคำถามใน เว็บไซต์ pantip

https://m.pantip.com/topic/38781769

ประเด็นนี้น่าสนใจเลยขอแสดงความคิดเห็นแล้วเล่าเรื่องราวสักนิดครับ
ย้อนไปเมื่อหลายปีที่แล้วสมัยที่ยังเพิ่งเริ่มงานทนาย ปัญหาหลักจะมี 3 เรื่อง คือ 1. จะมีคดีที่ไหนทำ 2.จะแก้ปัญหาในอย่างไร 3. จะเรียกค่าดำเนินการเท่าไหร่
ซึ่งย้อนไปสมัยก่อนสื่อสารโซเชียลยังมีน้อยมาก ระบบ Application LINE ยังไม่ได้ เกิดขึ้น ส่วน face เพิ่งมีแต่ยังไม่ทีคนใช้ การจะหาข้อมูล สอบถามแนวทางการทำคดีต้องเดินเข้าสำนักงานกฎหมายเท่านั้น
เลยตัดสินใจขอติดตามรุ่นพี่ 2-3 ท่าน โดยไม่ได้มีความหวังที่ตัวเงิน แค่อยากหาคำตอบใน 3 คำถามข้างต้น โดยมักจะไปก่อนเวลานัดเสมอ เช่นนัด 7.30 ผมจะต้องถึงก่อนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง และไม่มีการปฎิเสธแม้จะเป็นวันหยุด หรือเวลาดึกดื่น เนื่องจากงานทนายความนั้น เวลาในการทำงานไม่แน่นอนหากเป็นการดำเนินการชั้นสอบสวนแล้วอาจจะเป็นช่วงเวลากลางคืนหรือเป็นวันหยุดด้วยซ้ำ
หลังจากแสดงความตั้งใจมาสักระยะหนึ่ง อาจารย์ทนายความให้ในค่าตอบแทนที่สูงขึ้น และเริ่มให้ความรู้เทคนิคที่สูงขึ้น เริ่มให้ทราบถึง กระบวนการการเรียกค่าว่าความ กระบวนการการแก้ปัญหาในชั้นศาล ถึงแม้ส่วนมาก จะใช้คำพูดว่าดูเอาเองแล้วกัน แต่ก็เข้าใจเนื่องจากวิชาชีพทนายความนั้น จะทำการสอนเสมือนการสอนกฎหมายโดยทั่วไปนั้นคงทำได้ยาก เนื่องจากลักษณะการแก้ปัญหาของแต่ละคดีของแต่ละคนจะมีสไตล์ที่แตกต่างกัน รวมทั้งในหลักของการทำงานนั้นจะมีศิลปะแทรกอยู่พอสมควร การเรียนรู้จึงอาศัยลักษณะครูพักลักจําเป็นหลัก เทคนิคบางอันกลัวลืมจึงจดเอาไว้ในสมุดนัด
นอกเสียจากหลักการทั่วไปเช่นการดำเนินการในชั้นสอบสวน การดำเนินการในชั้นศาล รวมถึงการประกันตัวเป็นต้นซึ่งจะมีวิธีพิจารณาคดีทางแพ่งทางอาญาและระเบียบต่างๆของศาลเป็นเกณฑ์ให้พอศึกษาได้บ้าง
หลังจากแสดงความตั้งใจ และความรับผิดชอบให้ อาจารย์ทนายความเห็นสักพัก ก็ได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบในบางคดีที่มีข้อเท็จจริงไม่ซับซ้อน ครั้งแรกที่ขึ้นว่าความโดยไม่มีพี่เลี้ยงหรืออาจารย์อยู่ข้างหลังก็ตื่นเต้นไม่น้อย เพราะทุกครั้งที่เราไปศาลจะเป็นคน อยู่เบื้องหลังคอยยื่นเอกสารคอยจดคำถามคอยสังเกตเวลาอาจารย์ทำงาน วันหนึ่งที่เราต้องยืนอยู่ในห้องพิจารณาโดยไม่มี คนสอนอยู่ข้างหลังก็แอบมีกลัวๆบ้าง แต่ต้องอาศัยความใจถึงทำให้เอาตัวรอดในแต่ละเรื่องมาได้ หลังจากที่เรายืนในห้องพิจารณาคดีคนเดียวสักระยะหนึ่งความชินก็เริ่มเข้ามา และโชคดีที่ปรับตัวได้ไวเนื่องจากอาศัยว่าระหว่าง ทำคดีก็รับจ๊อบเป็นติวเตอร์ด้วยทำให้การพูด ต่อสาธารณชน สามารถปรับตัวได้ไว
หลังจากที่เริ่มปรับตัวได้ก็เริ่มฉีกออกมารับงานเอง โดยคดีแรกที่รับและทำด้วยตนเองนั้น ทนายความคู่กรณีเป็นบริษัทกฎหมาย law Firm ใหญ่พอสมควร (แอบคิดในใจงานแรกเจอหินเลย) อาศัยที่ว่าในช่วงการเป็นทนายความแรกๆนั้นคดีมีน้อยจึงทำให้เรามีเวลาอ่านหนังสือค้นข้อมูลและอยู่กับสำนวนนั้นเป็นระยะเวลาหลายเดือน และใช้เวลาในการเตรียมคดีอย่างนานมาก ผลของคดีคือชนะทั้ง 3 ศาล (คำพิพากษาฎีกาที่ 10758-10760/2559) หลังจากผลคดีแรกเป็นที่พอใจก็ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้น แต่เมื่อทำงานไปสักระยะ ก็อาจจะมีความผิดหวังและความท้อเข้ามาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นความท้อจากผลของคดีหรือจากลูกความก็ตาม แต่ก็อดทนเรื่อยมาเนื่องจากเราก็ยังเห็น ทนายความที่เป็นตัวอย่างหลายท่านประสบความสำเร็จในวิชาชีพไม่ว่าจะเป็นตัวเงินและชื่อเสียง เราก็คงต้องทำได้เช่นกัน และอีกอย่างก็คือความอิสระในการทำงาน และผลตอบแทน เมื่อถึงวันที่เรามีประสบการณ์และความรู้ความสามารถที่จะแก้ปัญหาให้กับลูกความได้
เล่ามาตั้งยาวขอสรุป เป็นความเห็นส่วนตัวสำหรับทนายความใหม่ดังนี้
1.ต้องทำงานเป็นและเเก้ปัญหาให้ลูกความได้ (หากยังขาดข้อ 1. ให้เติมด้วยข้อ 2.)
2. การฝึกงานกับอาจารย์ทนายความควรแสดงให้เห็น
2.1ความตั้งใจ 2.2ความรับผิดชอบ 2.3ความมุ่งมั่น
2.4 ความตรงต่อเวลา เมื่อเราแสดงให้อาจารย์ทนายเห็นทั้งสามประการแล้วตัวท่านก็จะได้รับความไว้วางใจมากขึ้น ส่วนค่าตอบแทนก็จะมากขึ้นเองตามความสามารถ
3. เมื่อมีโอกาสได้รับผิดชอบงานคดีเองแล้วควรมี คุณสมบัติตามข้อ 2.ข้างต้นเช่นเดิม เเต่ขอให้เพิ่มเติม ความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมาเข้าไปด้วย แล้วเราอาจจะมีโอกาสได้รับความไว้วางใจให้ดูแลปัญหาในเรื่องต่อๆไปหรือได้รับคำชื่นชมบอกต่อกับเพื่อนหรือคนรู้จักของลูกความต่อไป
4. เรียนรู้และทบทวนหลักกฏหมายอย่างสม่ำเสมอเพราะการดำเนินกระบวนพิจารณานั้นล้วนมี Concept หลักมาจากตัวบทกฎหมายทั้งนั้นการที่เราแก้ปัญหาโดยไร้ซึ่งหลักนั้น ก็เปรียบเสมือนการออกรบแบบไม่มีตำราซึ่งอาจจะแพ้แบบเทคนิคอลน็อคเอาท์โดยง่าย
5. ภาพลักษณ์และบุคลิก ในส่วนนี้ไม่จำเป็นต้องลงทุน เป็นเครื่องแต่งกายที่แพงมากมาย ขอแค่ให้ถูกระเบียบในการแต่งกาย สะอาดเรียบร้อย ก็เพียงพอแล้ว การไปพบไปหาลูกความควรหลีกเลี่ยงการแต่งกายชุดไปรเวท นอกเสียจากลูกความเคยเห็นฝีมือและมีความเชื่อมั่นในการทำงานแล้วแบบนี้จะแต่งกาย ในลักษณะไหนไปลูกความก็ มีความไว้วางใจให้รับผิดชอบงานคดีอยู่ดี
แต่หากเป็นทนายความใหม่นั้นบุคลิกการแต่งกายไม่ว่าจะไปศาลหรือไปพบลูกความนั้นมีส่วนสำคัญ
6. ดวง ข้อนี้เลี่ยงไม่ได้ บางคนประสบความสำเร็จเร็ว เนื่องจากดวงดีมีโอกาสได้รับผิดชอบงานสำคัญหรือมีคดีจนอยู่ตัวไว แต่บางคนประสบความสำเร็จช้าเนื่องจากกว่าจะได้มีโอกาสรับผิดชอบงานสำคัญหรือมีคดีจนอยู่ตัวนั้นล่วงเลยไปหลายปี แต่ทั้งนี้หากมีความตั้งใจและพยายาม ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน
โดยในสมัยก่อนอาจจะได้ยินว่าทนายความกว่าจะเริ่มต้นตั้งหลักได้นั้นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี แต่ในความเห็นส่วนตัวของผม ในสภาพเศรษฐกิจ สังคมและการติดต่อสื่อสารในปัจจุบันนั้น มีช่องทางให้ศึกษาค้นหาข้อมูลได้ง่ายขึ้นกว่าในสมัยก่อน อีกทั้งปริมาณคดีในสภาพสังคมปัจจุบันนั้นมีมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ทนายความใหม่ในปัจจุบันจึงมีโอกาสได้เรียนรู้ได้ไวและง่ายขึ้น ผมจึงเห็นว่าระยะเวลาที่ทนายความจะฝึกงาน เรียนรู้และสร้างความสำเร็จในปัจจุบันไม่น่าจะต้องยาวถึง 10 ปีแล้ว แค่ระยะเวลา 5 ปีก็เห็นหลายท่านประสบความสำเร็จในวิชาชีพเป็นอย่างมากแล้ว โดนแอบดูจากน้องๆผู้ช่วยทนายความในสำนักงานหลายคน ที่เข้ามาฝึกงานในสำนักงาน ระยะเวลาประมาณ 1-2 ก็พอมีความมั่นใจที่จะไปรับคดีด้วยตนเองแล้ว
ท้ายนี้ผมยังจำประโยคของอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่พูดในวันรับประกาศนียบัตรในการสำเร็จการศึกษาหลักสูตรการอบรมวิชาว่าความว ซึ่งจัดเลี้ยงในห้องบอลลูนอย่างหรูว่า” วันนี้พวกเธอได้รับการเลี้ยงฉลองอย่างดีแต่พรุ่งนี้พวกเธอจะตกงานแล้วนะแต่ขอให้สู้และพยายาม แล้วก็จริงอย่างที่อาจารย์ว่าวันรุ่งขึ้นตกงานจริง แต่ก็สู้และพยายามอย่างที่อาจารย์ได้แนะนำปิดท้ายเรื่อยมา”
ขอเอาใจช่วยทนายความใหม่ทุกท่าน
ภูดิท โทณผลิน
1/5/2562

( ใครมี account ของ Pantip จะก็อปข้อความดังกล่าวของผมไปตอบในกระทู้นี้ด้วยก็ได้นะครับ ผมเคยสมัครพันทิปไว้นานแล้วแต่ลืม password)

 

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581