การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในทางการเมือง รวมถึงในทางสิ่งแวดล้อมนั้น โดยวันนี้จะมาพูดเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับในทางสิ่งแวดล้อม

โดยมีหลักการมาจากคำว่า Slapp ซึ่งย่อมาจาก Strategic Lawsuit Against Public Participation ซึ่งเรียกกันติดปากว่าการฟ้องปิดปากนั่นเองและมีนักวิชาการบางท่านให้คำนิยามว่าเป็นการฟ้องตบปากด้วยซ้ำหมายถึงตบปากให้หยุดพูด

โดยหลักการในการฟ้อง Slapp ของฝ่ายประกอบการนั้นเกิดจากการฟ้องที่ไม่ได้มีความมุ่งหมายของผลแห่งคดีอย่างจริงจัง แต่เป็นการฟ้องเพื่อให้ประชาชนที่เรียกร้องสิทธิทางสิ่งแวดล้อมของตนเองนั้นไม่ดำเนินการขัดขวาง เรียกร้องสิทธิ์ รวมถึงดำเนินการทางกฎหมาย อันเป็นการขัดขวางการประกอบกิจการหรือดำเนินการของฝ่ายผู้ประกอบการต่อไป โดยบางครั้งการดำเนินคดีดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นจากการดำเนินการของฝ่ายผู้ประกอบการรวมถึงเป็นการดำเนินการตามนโยบายของ รัฐในขณะนั้น ซึ่งจะเห็นตามเนื้อขาวได้เป็นประจำไม่ว่าจะเป็นกรณีโรงไฟฟ้า เหมืองต่างๆ การจัดทำเขื่อน รวมถึงกิจการของผู้ประกอบการที่ก่อให้เกิดความกังวลใจแก่ประชาชนในบริเวณใกล้เคียง

ซึ่งจากการที่ได้ติดตามผลแห่งคดีจากพี่ๆทนายความ ซึ่งเป็นเจ้าของสำนวนรวมถึงการติดตามข่าวสารจากทาง Social Media จะเห็นได้ว่าผลในปลายทางของการฟ้องคดีดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นข้อหาตาม พรบ.คอมฯ ข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา รวมถึงข้อหาอื่นๆนั้น จะเห็นได้ว่าในที่สุดศาลมักจะมีคำพิพากษาในทำนองที่ว่า “จำเลยกล่าวข้อความดังกล่าว เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต หรือติชมด้วยความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา…”

โดยหลักการดังกล่าวได้ถูกรับรองไว้ทั้งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญรวมถึงประมวลกฎหมายอาญาซึ่งเปิดโอกาสให้ สามารถแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะได้ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมซึ่งตนเองนั้นอาจได้รับผลกระทบได้ อันสอดรับกับหลักการทางสิ่งแวดล้อมก็คือหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน

แต่กว่าที่จะ ผ่านขั้นตอนการพิจารณาคดีทั้งในชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นพนักงานอัยการ หรือชั้นไต่สวนมูลฟ้องกรณีโจทก์ยื่นฟ้องคดีเองและในชั้นพิจารณาคดีทั้งชั้นต้นชั้นอุทธรณ์ชั้นฎีกา ประชาชนผู้เรียกร้องสิทธิทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกฟ้องลักษณะ Slapp นั้นย่อมหมดกําลังใจท้อแท้ เรียกได้ว่าน่วม จากการเรียกร้องสิทธิทางสิ่งแวดล้อมของตนแล้วยังต้องมาเหนื่อยจากการที่จะต้องแก้ต่างคดีด้วย เพราะทั้งไม่มีความรู้ในการแก้ต่างคดี ไม่มีทุนทรัพย์ในการต่อสู้คดี เกรงกลัวต่ออำนาจของฝ่ายผู้ประกอบการ รวมทั้งอาจจะต้องเดินทางไกลเนื่องจากหลายครั้งที่ฝ่ายผู้ประกอบการใช้ลักษณะ สถานที่มูลคดีเกิดก็คือ ปกติเกิดทั่วราชอาณาจักรเพราะการที่แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อโซเชียลมีเดียนั้นถือว่า ความผิดเกิดทั่วราชอาณาจักรรวมทั้งสถานที่ฝ่ายผู้ประกอบการเปิดอ่านข้อความ อาจจะเป็นสาเหตุให้หมดกำลังใจในการดำเนินการมีส่วนร่วมหรือแสดงความคิดเห็นด้านสิ่งแวดล้อมอันจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

โดยกฎหมาย Anti Slapp Law ใน รัฐแคลิฟอร์เนีย มีความน่าสนใจเป็นพิเศษก็คือมี Concept ในการให้ ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีสามารถยื่นคำขอพิเศษเพื่อให้ศาลพิจารณาคดีเห็นว่าการฟ้องของโจทก์นั้น จำเลยได้ใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญและคำฟ้องของโจทก์นั้นไม่มีความเป็นไปได้ที่จะชนะคดี รับสายเจ้าหน้าที่จะสั่งยกฟ้องโจทก์ไปเลยพร้อมให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายและค่าทนายความแก่จำเลยอันเป็นการดำเนินคดีตัดตอนอย่างรวบรัด และทำให้ประชาชนที่เรียกร้องสิทธิทางด้านสิ่งแวดล้อมไม่ต้องไปยุ่งกับการแก้ต่างคดีในชั้นศาลสามารถใช้สิทธิ์ของตน ตามขอบเขตของกฎหมายอันเป็นการรักษาสิทธิ์และประโยชน์ทางด้านสิ่งแวดล้อมอันเป็นประโยชน์ส่วนรวมต่อไปได้

ซึ่งความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนนั้นในการดำเนินคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณานั้นฝ่ายผู้ฟ้องคดีมักจะต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานเช่นข้อความที่จำเลยโพสต์รวมถึงคลิป วีดีโอที่จำเลยได้แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย มาพร้อมในขณะเริ่มดำเนินคดีหรือเริ่มฟ้องอยู่แล้ว จึงเป็นกรณีที่โจทก์พร้อมจะต้องนำเสนอพยานหลักฐานอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงแต่ศาลตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว จึงแทบจะถือว่าข้อเท็จจริงนั้นเป็นที่ยุติมาตั้งแต่เริ่มดำเนินคดี ซึ่งหากได้มีกฎหมายหรือมาตรการดังกล่าวให้ศาลสามารถพิจารณาวินิจฉัย ไปตั้งแต่ต้นเลยก็จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับทางสิ่งแวดล้อมโดยสุจริต ให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเต็มประสิทธิภาพ และแม้ปัจจุบันจะมีการแก้กฎหมายในส่วนของวิธีพิจารณาความอาญาให้จำเลยสามารถนำพยานหลักฐานเข้าพิสูจน์ด้วยก็ตาม แต่ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนก็มองว่ายังไม่น่าจะเพียงพอเพราะการรับฟังพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้นจะรับฟังเพียงแค่ว่าการกระทำนั้นมีมูลและครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เพราะการกระทำดังกล่าวอาจจะครบองค์ประกอบความผิดและมีมูลแล้วเพียงแต่ในรายละเอียดนั้นการกระทำเป็นความผิดหรือไม่ จำเลยมีเจตนาหรือไม่ ยังเป็นในส่วนของการใช้ดุลพินิจของผู้วินิจฉัยอยู่ และตามประสบการณ์ที่ได้ร่วมทำคดีนั้นจะเห็นได้ว่าในข้อเท็จจริงเดียวกันบางครั้งก็วินิจฉัยยกฟ้องตั้งแต่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องไปเลยแต่ในบางคดีนั้นก็จะประทับรับฟ้องไว้ก่อนและไปวินิจฉัยยกฟ้องในคำพิพากษาแทน ซึ่งในคดีที่ศาลประทับรับฟ้องนั้น จะก่อให้เกิดภาระแก่จำเลยเป็นอย่างมากทั้งในเรื่องของการว่าจ้างทนายความมาต่อสู้คดีรวมถึงการจัดหาเงินมาประกันตัวและต้องเสียเวลามาศาล อันเป็นการลดทอนกำลังใจในการต่อสู้และแสดงความคิดเห็นในทางสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก

คงต้องรอติดตามแนวทางการเพิ่มเติมกฎหมายในประเด็นดังกล่าวต่อไปเนื่องจากมีนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวหลายท่านก็สนับสนุน Concept ดังกล่าวนี้อยู่แล้ว เสียดายอยู่อย่างเดียวหัวข้อดังกล่าวนั้นมีการทำวิทยานิพนธ์ไปแล้วแถมได้วิทยานิพนธ์ดีเด่นด้วยไม่งั้นคงได้ยกประเด็นดังกล่าวมาไว้ในงานวิจัยของผมแน่นอน

ภูดิท โทณผลิน
6 พฤษภาคม 2562

ติดตามความรู้ทางกฎหมายเพิ่มเติมได้ทาง Line@

https://line.me/R/ti/p/%40kft2307m

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581