ปัจจัยและเหตุผล ที่ทำให้บุคคลที่ใช้เฟสบุครวมถึงสื่อโซเชียลมีเดียอื่น ต้องตกเป็นจำเลยในคดีอาญาในความผิดฐานหมิ่นประมาท

ปัจจุบันการติดต่อสื่อสารนั้นสะดวกรวดเร็วกว่าเดิมมาก การใช้มือถือ Smartphone Tablet รวมถึงอุปกรณ์อื่นทำให้การติดต่อสื่อสารมีค่าใช้จ่ายน้อยลง สามารถส่งหรือพิมพ์ข้อความได้เป็นจำนวนมากและสะดวกรวดเร็วมากขึ้นแค่ไม่กี่อึดใจ แตกต่างกับสมัยก่อนซึ่งการส่งข้อความ อาทิ sms จะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงและจำกัดจำนวนของข้อความ ทำให้ปัจจุบันการติดต่อสื่อสารทางข้อความรวมถึง ในมีเดียรูปแบบอื่นเช่น วีดีโอ หรือ ไลฟสด ได้รับความนิยมมากขึ้นและจากความเคยชินดังกล่าว อาจจะทำให้บุคคลผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียจำนวน มีความพลั้งเผลอหรือมีอารมณ์ชั่ววูบ ทำให้ต้องตกอยู่ในสถานะจำเลยในคดีอาญาโดยไม่ได้ตั้งใจ ผู้เขียนจึงรวบรวม สาเหตุ ขั้นตอนการทำงานรวมถึงผลกระทบภายหลังจากการตกเป็นจำเลยในคดีอาญาในความผิดฐานหมิ่นประมาท เพื่อเป็นข้อระมัดระวังให้กับ ผู้ที่ใช้สื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ เพิ่งระวังกันดังนี้ครับ

#โพสประจานคนไม่ดี สาเหตุหลักที่หลายคนยังเข้าใจผิด กรณีเกี่ยวกับการโพสต์ต่อว่าหรือโพสต์ประจาน ต้องระมัดระวัง การตีความตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 330 วรรค 2 เนื่องจาก เป็นบทกฎหมายปิดปาก ห้ามให้พิสูจน์ ถ้าข้อความที่หมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัวและการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ยกตัวอย่างเช่นกรณีการโพสประจานลูกหนี้ การโพสประจานเท้าวงแชร์ การโพสประจานเกี่ยวกับหนี้สินหรือข้อตกลงต่างๆทางแพ่ง หรือทางอาญาก็ดีอันเป็นเหตุส่วนตัว แม้ประเด็นนี้ได้มีคำพิพากษาฎีกา เป็นบรรทัดฐานจำนวนมากแล้ว แต่มุมมองของทนายความที่ทำคดี มักจะมีความเห็นว่าข้อความและข้อเท็จจริงแตกต่างกัน การยื่นฟ้องเข้าไปเพื่อให้ศาลเป็นผู้พิจารณาสามารถทำได้ โดยภายหลังยื่นฟ้องความกดจะตกอยู่กับจำเลยมากกว่า

#โพสไม่ระบุชื่อ หลายครั้งจำเลยในคดีหมิ่นประมาท ไม่ได้โพสต์ระบุชื่อโจทก์โดยตรง แต่ในมุมมองของคนทำงาน จะหาถึงจุดเชื่อมโยงอธิบายภาพรวมของข้อความว่าเหตุใด ข้อความดังกล่าว หมายถึงการต่อว่าโจทก์ ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์ภาพถ่ายประกอบก็ดี บอกใบ้ก็ดี เฉลยในคอมเม้นก็ดี หรือความสัมพันธ์อันเป็นการเฉพาะตัวก็ดี เช่นเคยมีคดีหนึ่งจำเลยโพสต์ต่อว่าบริษัทฯนายจ้าง แต่ไม่ระบุชื่อบริษัทฯ ทนายความโจทก์ก็ยื่นฟ้องโดยอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของบริษัทโจทก์การที่จำเลยโพสต์ข้อความดังกล่าวนั้นทำให้บุคคลโดยทั่วไป โดยเฉพาะเพื่อนใน Facebook ของจำเลย ซึ่งบางคนเป็นลูกจ้างของโจทก์ด้วย เข้าใจว่าข้อความดังกล่าวหมายถึงโจทก์ ลักษณะนี้ก็มีโอกาสที่ศาลจะประทับรับฟ้องและรับคดีไว้พิจารณาสูง

#อวตาล สำหรับบัญชี account ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือสื่อโซเชียลมีเดียอื่น ในส่วนของ account ของบุคคลสาธารณะ หรือบุคคลที่ใช้ชื่อจริงนามสกุลจริงมักไม่มีปัญหาในการดำเนินคดี แต่ก็ไม่ใช่ว่า account ของบุคคลที่ใช้ชื่อจำลองรวมถึง บุคคลที่ไม่ได้ใช้ภาพของตนเองนั้น จะไม่สามารถถูกดำเนินคดีได้ เนื่องจากใน เทคนิคการฟ้องรวมถึงการไต่สวนมูลฟ้องนั้น แม้ account ของสื่อโซเชียลมีเดียนั้นๆ จะไม่ใช้ชื่อจริงก็ตาม แต่สามารถนำสืบ ยืนยันไม่ว่าจะเป็นตัวโจทก์ยืนยันหรือพยานซึ่งเป็นพยานหมายเรียกอันเป็นบุคคลที่ 3 มายืนยันตัวตนของ จำเลยว่าเป็นคนใช้ account สื่อ Social Media ดังกล่าวในกระทำโพสข้อความกระทำความผิดได้ รวมถึง ข้อมูลส่วนตัว ความสัมพันธ์ ภาพที่เคยลงในสื่อโซเชียลมีเดีย สถานที่ที่เคยเช็คอิน ข้อความที่เคยพูดคุยตอบโต้กับบุคคลอื่น อันแสดงให้เห็นตัวตนสอดคล้องกับของจำเลยก็สามารถนำไปประกอบการไต่สวนมูลฟ้องได้ทั้งสิ้น รวมถึงหลายครั้งที่ผู้เขียนได้เข้าไปค้นหาชื่อและนามสกุลที่แท้จริงของ ผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียเป้าหมายซึ่ง ว่าที่จำเลยดังกล่าวมักจะเคยลงเอกสารส่วนตัวไว้ไม่ว่าจะเป็น ภาพถ่ายใบเสร็จ ภาพถ่ายป้ายชื่อ รวมถึงภาพต่างๆซึ่งมีส่วนหนึ่งส่วนใดของชื่อและนามสกุลของผู้โพสต์ไว้ ก็สามารถหาชื่อและนามสกุลของผู้โพสต์จากสตอรี่ภาพถ่ายได้โดยไม่ยาก

ในส่วนของ Facebook ที่ไม่มีตัวตนหรืออวตารนั้นในทางเทคนิคก็มีขั้นตอนการขออนุญาตทราบชื่อ อยู่หลายวิธี ยกตัวอย่างเช่น เคยมีผู้ใช้ Social Media หลายคน โพสในทำนองที่ว่า account ของตนเอง ถูกรายงาน นั่นก็เป็นกระบวนการหนึ่ง ในการให้ทราบถึง ตัวตนที่แท้จริง ของ ผู้ใช้ account อวตารดังกล่าวเป็นต้น

#โทษเบาไม่ติดคุก ถึงแม้ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จะมีอัตราโทษจำคุกไม่สูงเมื่อเทียบกับข้อหาอื่น แต่เทคนิคในการทำงานของทนายความโจทก์ มักจะใช้เหตุผลทาง ความยุ่งยากในการที่จำเลยจะต้องมาศาล ความยุ่งยากในการที่จะต้องประกันตัวในบางกรณี ข้อเสีย จากฐานข้อมูลประวัติของจำเลยภายหลังที่ถูกฟ้องคดีหรือแจ้งความ รวมถึงมาตรการทางแพ่งคือเรียกร้องค่าเสียหาย จากการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เป็นมาตรการทางอ้อม เพื่อกดดันจำเลยทั้งทางตรงและทางอ้อม และในหลายๆครั้งเมื่อจำเลยได้พิจารณาข้อดีข้อเสียรวมถึงความยุ่งยากทั้งหมดแล้ว ก็มักจะมีความเห็นคล้อยตามไปในแนวทางยอมเจรจาไกล่เกลี่ยกับโจทก์

#Fcติดร่างแห หลายๆกรณีที่ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้โพสต์ข้อความหลัก และมีบรรดาแฟนคลับ(FC) จำนวนมากที่เห็นคล้อยตามและร่วมผสมโรง ในส่วนนี้ควรระมัดระวังมากอย่าให้อารมณ์ชั่ววูบและสัมผัสเพียงปลายนิ้วทำให้ตนเองต้องเข้าไปติดร่างแห่ในคดี ยกสถานะจาก FC เป็นจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ฯลฯ เนื่องจาก ผู้คอมเม้นต์ รวมถึงผู้แชร์ แม้ไม่ได้เป็นผู้สร้างข้อความโดยตรงแต่การแชร์คอมเม้นหรือตอบโต้สื่อสารก็เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดเช่นกัน
รวมถึงบรรดา FC อาจได้รับความเสี่ยงมากกว่าเนื่องจากว่า คนต้นโพสต์ เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงอาจเป็นลักษณะการ รักษาสิทธิ์ของตนเองหรือติชมโดยสุจริตก็ได้แต่ในส่วนของ FC นั้นมิได้มีส่วนได้เสียกับข้อเท็จจริงที่ FC ได้แชร์และคอมเมนต์แต่อย่างใด ดังนั้นบรรดา FC ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนจึงมีความเสี่ยงในเชิงคดีมากกว่าเจ้าของโพสต์อีกด้วยซ้ำ

#ทำไมถูกฟ้องไกลจัง เนื่องจากการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณานั้น ข้อความที่ปรากฏนั้นจะถือว่า พบเห็นและความผิดสำเร็จได้ทุกที่ที่ปรากฏข้อความโดยเฉพาะช่องทางสื่อโซเชียลมีเดีย แม้บางครั้งโจทก์หรือผู้ฟ้องคดีจะไม่ได้พบเห็นข้อความครั้งแรกในสถานที่ซึ่งเป็นเขตอำนาจศาลที่ฟ้องก็ตาม แต่ก็มีหลายครั้งที่ใช้เทคนิคเพื่อไม่ต้องการให้จำเลยมาต่อสู้คดี หรือ ให้จำเลยมาต่อสู้คดีด้วยความลำบาก โดยเลือกเขตอำนาจศาล ที่มีสถานที่ห่างไกล อันเป็นการสร้างภาระในการเดินทางมาศาลของจำเลย ซึ่งจะเป็นการสร้างภาระแก่จำเลยไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ การจัดจ้างทนายความรวมถึงการเดินทางมาศาลด้วย ซึ่งอาจทำให้จำเลยย่อท้อในการเดินทางและใจอ่อนหันหน้ากลับมาเจรจากับโจทก์ง่ายขึ้นกว่าเดิม

#ข้อความไหนเป็นหมิ่นประมาทบ้าง ในส่วนนี้มีแนวบรรทัดฐานเป็นคำพิพากษาของศาลฎีกาให้ศึกษาเป็นจำนวนมาก ผู้เขียนขอให้มุมมองแง่คิดสำคัญประการหนึ่งก็คือ ฝ่ายผู้โพสคอมเม้นหรือแชร์ควรระมัดระวังอย่างสูง อย่าเพิ่งมั่นใจว่าข้อความของตนนั้นจะไม่ใช่การหมิ่นประมาทอย่างเด็ดขาด เนื่องจากในมุมมองของผู้ทำคดีแล้ว แม้ข้อความดังกล่าวอาจไม่ได้มีความหมายโดยตรงว่า เป็นลักษณะหมิ่นประมาท แต่ในลักษณะการทำงานของทนายความโจทก์มักจะต้องหาเหตุผลมาสนับสนุน เพื่อแปลข้อความดังกล่าวในภาพรวม ให้สามารถรับฟังได้ใน ทำนองที่ทำให้โจทก์ เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง และในกรณีข้อความดังกล่าวข้อความใด เป็นปัญหาที่จะต้องตีความ แล้ว ในเบื้องต้น การไต่สวนมูลฟ้องศาลอาจจะพิจารณาประทับรับฟ้องไปก่อนก็ได้ ซึ่งความลำบากของจำเลยภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องแล้วจะมีมากขึ้นและในที่สุดจะกดดันให้จำเลยยอมหันมาเจรจากับโจทก์เช่นกัน

#เส้นทางของจำเลย ภายหลังจากที่ ความผิดสำเร็จคือจำเลยได้โพสต์ คอมเม้นหรือแชร์ข้อความอันเข้าข่ายลักษณะหมิ่นประมาทแล้ว จำเลยอาจจะไม่ได้รับหนังสือเตือน เหมือนในคดีแพ่ง ก่อนแต่จะได้รับเป็น หมายนัดไต่สวนมูลฟ้องเลยซึ่งขั้นตอนจะมีสรุปคร่าวๆดังนี้
– หลังจากได้รับหมายศาลแล้วจะเป็น หมายนัดไต่สวนมูลฟ้องสิทธิของจำเลยในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้น จำเลยจะแต่งตั้งทนายความเข้าไป ซักค้านในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ได้ แต่รายละเอียดในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาโดยเฉพาะช่องทางสื่อโซเชียลมีเดียนั้น รายละเอียดในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง มักมีประเด็น แทบจะเป็นที่ยุติตามคำฟ้องแล้ว เนื่องจาก โจทก์มักจะไต่สวน ให้เห็นถึง ความเป็นเจ้าของ account ของโจทก์ ความเป็นเจ้าของ account ของจำเลย ไล่มาจนถึงวันเวลาที่จำเลยโพสต์ข้อความว่าอย่างไร รวมถึงอธิบายถึงความหมายของข้อความว่าเป็นลักษณะการหมิ่นประมาทอย่างไร ไปจนถึงสถานที่ความผิดเกิดและอายุความ เท่าที่เคยเห็นผ่านตามาถ้าข้อความดังกล่าวมีลักษณะตีความไปทางหมิ่นประมาทได้โดยง่ายแล้วมักจะมีคำสั่งประทับรับฟ้องไว้ก่อน
– ภายหลังจากศาลประทับรับฟ้องแล้วฝ่ายโจทก์จะเป็นคนนำส่งหมายเรียก เพื่อเรียกจำเลยมานัดสอบคำให้การ โดยในนัดสอบคำให้การนั้น มีรายละเอียดเรื่องการขอปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นศาล แต่เนื่องจากคดีมีอัตราโทษจำคุกไม่สูงถ้าฝ่ายโจทก์ไม่ค้าน จำเลยก็สามารถขอปล่อยตัวชั่วคราวโดยวิธีการสาบานตนรวมถึงการทำสัญญาประกันไว้กับศาลได้ รวมทั้งในบางคดีจำเลยอาจต้องวางหลักทรัพย์ประกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการในคดีเป็นเรื่องๆไป
– ประเด็นการนำสืบในคดี ในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาโดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดียนั้น มีประเด็นการนำสืบที่ไม่กว้าง อาทิเช่น จำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความหรือไม่ , ข้อความดังกล่าวเป็นหมิ่นประมาทหรือไม่ , ข้อความดังกล่าวที่โพสต์ เป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัวหรือไม่ , การพิสูจน์ข้อความจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนหรือไม่ , คดีขาดอายุความหรือไม่ ศาลที่พิจารณาคดีมีอำนาจพิจารณาคดีหรือไม่ , คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ รวมถึงมีเหตุที่จะบรรเทาโทษ ของจำเลยหรือไม่อย่างไร เป็นต้น
– การไกล่เกลี่ยในคดีหมิ่นประมาทเป็นมาตรการหนึ่งที่ทำให้คดีจบลงโดยไม่ต้องมีการสืบพยาน ทั้งนี้ในส่วนของค่าเสียหายนั้น อยู่ที่ความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย โดยเบื้องต้นฝ่ายโจทก์มักจะเรียก ในจำนวนที่ตนต้องการก่อนแล้วค่อยต่อรองลดกันลงมา ซึ่งมีตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนและอาจถึงหลักล้านได้

#slapp ลักษณะกรณีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณากับการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อป้องกันการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นมีข้อแตกต่างกัน กล่าวคือ ในกรณีบุคคลทั่วไป โพสต์ Comment รวมถึงแชร์ ในเรื่องส่วนตัวไม่ใช่ประเด็นประโยชน์สาธารณะจะถูกปิดปากห้ามสืบพยานตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 330 วรรค 2
แต่กรณี slapp นั้น หากเป็นการติชมโดยสุจริต เพื่อปกป้องประโยชน์ของตนและตนมีส่วนได้เสียนั้นในที่สุดศาลมักจะพิพากษายกฟ้องเพียงแต่ว่าจะยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเลยหรือจะยกฟ้องในชั้นศาล ในส่วนนี้เป็นข้อเท็จจริงในแต่ละคดีซึ่งแตกต่างกับการโพสต์ comment Share เรื่องส่วนตัวอย่างสิ้นเชิงดังนั้นการโพสต์แชร์คอมเม้นเรื่องส่วนตัวนั้นจึงควรระมัดระวังมากกว่า

ข้อความดังกล่าวข้างต้นเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ที่เกี่ยวกับ สาเหตุปัจจัยและความเสี่ยงในการตกเป็นจำเลยในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาอันเกิดจากการใช้สื่อโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการสร้างความลำบากให้ตนเองได้ง่ายดายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ดังนั้น ก่อนจะโพสต์ ก่อนจะแชร์ ก่อนจะคอมเม้นลองพิจารณาองค์ประกอบข้างต้นให้ถี่ถ้วน เพื่อที่จะได้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียต่อไปอย่างมีความสุขครับ
ผู้เขียน
นายภูดิท โทณผลิน
15 พฤษภาคม 2562

ไม่พลาดทุกบทความกฎหมายทาง Line@

https://line.me/R/ti/p/%40kft2307m

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581