#จำเลยขาดเจตนา ยาขมให้ทางปฏิบัติ

ในการต่อสู้คดีอาญา ประเด็นที่หยิบยกข้อต่อสู้โดยเห็นกันบ่อยๆนั้นก็คือจำเลยขาดเจตนาในการกระทำความผิด ซึ่งโดยตามหลักทฤษฎีนั้นมีทั้งบทความวิชาการ คำอธิบาย รวมถึงแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาวางเป็นบรรทัดฐานจำนวนมาก

แต่สิ่งที่ยากกว่าหลักทฤษฎีนั้นคือทิศทางการนำสืบให้ศาลเห็นและเชื่อได้ว่าจำเลยขาดเจตนาในการกระทำความผิดจริง ซึ่งลำพังเพียงข้อกล่าวอ้างของจำเลยนั้นคงไม่มีน้ำหนักเพียงพอและมักจะถูกยกตัดอยู่ในส่วนหนึ่งของคำพิพากษาในทำนองว่าข้อต่อสู้ของจำเลยเป็นข้อกล่าวอ้างที่ยกขึ้นโดยง่าย หรือเป็นข้อกล่าวอ้างที่ยกขึ้นโดยสะดวกเกินไป เท่านั้น

ซึ่งจะเห็นได้ว่าคำว่า “เจตนา” หรือ “ไม่มีเจตนา” นั้นจะเป็นสิ่งที่อยู่ในใจของจำเลยเท่านั้นเอง แต่อย่างไรก็ตามกรรมก็ย่อมเป็นเครื่องชี้ถึงเจตนาของจำเลย เราจะต้องวางแนวทางในการนำสืบให้ได้ข้อเท็จจริงจากคู่ความฝ่ายตรงข้ามด้วย โดยผู้เขียนขอยกตัวอย่างในบางคดีหนึ่งที่เคยประสบความสำเร็จ โดยเป็นข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดที่จำเลยต่อสู้ในประเด็นขาดเจตนาไม่ทราบว่าในกล่องพัสดุเป็นยาเสพติดจำนวนมาก โดยขอนำส่วนหนึ่งมายกเป็นตัวอย่างดังนี้

  • ถามค้านให้เห็นพฤติการณ์ของจำเลยที่เป็นปกติไม่มีพิรุธขณะเข้ามารับของ
  • ถามค้านให้เห็นพฤติการณ์ของจำเลยขณะถูกรวบตัวและขณะที่เปิดให้ดูสิ่งของภายในกล่องของกลางให้ได้ข้อเท็จจริงในลักษณะสื่อหรือแสดงออกว่าจำเลยไม่เคยรู้มาก่อนว่าภายในกล่องเป็นยาเสพติด
  • ถามค้านให้เห็นถึงตำแหน่งวางกล่องของกลางภายในรถ ให้ได้ข้อเท็จจริงในทำนองว่าไม่ได้มีลักษณะซุกซ่อน ซึ่งไม่เป็นไปตามวิสัยของผู้กระทำความผิด
  • ถามค้านให้เห็นข้อเท็จจริงในทำนองไม่พบอาวุธหรือสิ่งผิดกฎหมายอื่นที่ตัวของจำเลย ที่รถของจำเลย หรือแม้กระทั่งที่บ้านพักของจำเลย
  • ถามค้านให้เห็นประวัติของจำเลยว่าไม่ได้เคยมีประวัติถูกดำเนินคดีอาญามาก่อน
  • ถามค้านให้เห็นคนพฤติการณ์จากการขยายผลว่าไม่ได้มีผู้ร่วมขบวนการคนหนึ่งคนใดให้การซัดทอดหรือรู้จักกับจำเลยมาก่อน
  • ถามค้านชุดสอบสวนให้เห็นว่าไม่เคยมีข้อมูลทางลับว่าจำเลยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน
  • ถามค้านให้เห็นข้อเท็จจริงในทำนองว่าหากจำเลยรู้ว่าภายในกล่องพัสดุเป็นสิ่งผิดกฎหมายจำนวนมากคงไม่กล้าแสดงตนโดยใช้บัตรประจำตัวประชาชนของตนมารับเอกสารโดยง่าย
  • ถามค้านให้เห็นพฤติการณ์ให้การของจำเลยที่สอดคล้องกันตั้งแต่ในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนไปจนถึงชั้นศาลและพฤติการณ์ให้ความร่วมมือการแสดงความบริสุทธิ์ของจำเลยที่มีมาตั้งแต่ต้น
  • ถามค้านหรือนำสืบให้เห็นประวัติของครอบครัวหรือคนใกล้ชิดของจำเลยที่ไม่ได้มีประวัติสะพานหรือยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน
  • ถามค้านให้เห็นในส่วนของข้อมูลการคุยรายการแชท หรือช่องทางติดต่อสื่อสารอื่นที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่เคยรู้มาก่อนว่าภายในกล่องของกลางเป็นยาเสพติด
  • ถามค้านในส่วนของค่าตอบแทนความเห็นของชุดจับกุม หรือประเด็นอื่นที่เป็นประโยชน์อันจะแสดงให้เห็นว่าตัวจำเลยนั้นอาจจะไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดมาก่อน

ทั้งนี้เพื่อให้ศาลได้เห็นข้อเท็จจริงที่สอดคล้องเจอสมกับที่จำเลยกล่าวอ้างนำสืบว่าจำเลยขาดเจตนาในการกระทำความผิด สอดคล้องเจือสมกับข้อเท็จจริงที่ได้จากการซักค้านพยานโจทก์ พอที่จะเชื่อหรือสงสัยได้ว่าจำเลยขาดเจตนาในการกระทำความผิดได้

โดยหลักการดังกล่าวข้างต้นเป็นหลักการคร่าวๆที่ยกมาเพียงบางส่วน โดยจะต้องปรับเปลี่ยน ไปตามแต่เนื้อหาสถานการณ์และข้อเท็จจริงแต่ละคดีไป จะยึดประเด็นดังกล่าวเป็นหลักตายตัวไม่ได้ แต่สิ่งที่ยึดเป็นหลักได้คือข้อเท็จจริงดังกล่าวที่จะมาประกอบในสำนวนนั้นควรเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากฝ่ายโจทก์เป็นสำคัญ เพราะจะทำให้เจือสมกับคำกล่าวอ้างของจำเลยว่าตนไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดหรือขาดเจตนา

ซึ่งเป็นความยากและเป็นการสร้างความตื่นเต้นให้แก่ทั้งจำเลยและทนายความจำเลยขณะทำการสืบพยานพอสมควรเพราะแต่ละคำถามที่ยิงให้แก่พยานขณะสืบพยานนั้นคำตอบสามารถออกได้ทั้งซ้ายและขวา หากคำตอบที่ได้ขณะถามค้านนั้นเป็นประโยชน์ ก็ถือว่าเป็นผลดีแก่จำเลย แต่หากว่าคำตอบไม่ได้เป็นประโยชน์กับจำเลยแล้ว ก็จะทำให้ข้อต่อสู้นั้นน้ำหนักน้อยลง ทั้งนี้อยู่ที่ความนิ่งความใจเย็นและทักษะในการถามความของทนายความแต่ละท่านด้วย

และที่สำคัญผู้ถามต้องรู้จักคำว่าพอ ไม่ควรโลภเพราะเมื่อได้ประโยชน์จากคำถามพอสมควรแล้วควรจะหลบไปถามประเด็นอื่นเพราะถ้าถามลึกเกินไปแล้วอาจจะทำให้ ข้อเท็จจริงแรกที่เป็นประโยชน์อาจจะเป็นโทษแทนก็ได้

ภูดิท โทณผลิน
2 ตุลาคม 2562

ติดตามข่าวสารความรู้ทางกฎหมายได้ทางไลน์แอด

https://line.me/R/ti/p/%40kft2307m

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581