ขอบคุณภาพประกอบจาก Facebook สามก๊กวิทยา (www.samkok911.com)

หลายวันก่อนได้มีโอกาสเห็นภาพนี้ในเพจ Facebook สามก๊กวิทยา แล้วได้นึกถึงเรื่องการทำงานคดีก็คงเช่นเดียวกับข้อความตามภาพคือ “แพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดา” เพราะไม่ว่าจะเป็นสำนักงานใหญ่หรือสำนักงานเล็ก ทนายเก่าหรือทนายใหม่ ย่อมต้องมีคดีผ่านมือที่แพ้บ้างไม่ว่าจะมากหรือน้อย ในส่วนของผู้เขียนเช่นการก็มีคดีที่แพ้ซึ่งเป็นปกติ

ดังนั้นเมื่อรูปคดีซึ่งอาจจะมีแพ้มีชนะบ้างนั้นเป็นเรื่องปกติแต่สิ่งที่ทนายความควรต้องจัดการหลักๆนั้นผู้เขียนได้ แบ่งและถือปฎิบัติเป็น 3 สิ่งสำคัญคือ

1. #จัดการด้านความรู้สึก เนื่องจากในบางคดีนั้นทนายความผู้ทำคดีอาจจะมีความรู้สึกว่ารูปคดีของตนได้เปรียบเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายก็ตาม แต่พอเมื่อได้ฟังผลคำพิพากษาแล้ว ผลอาจจะไกลกว่าที่ต้องการหรือที่คาดคะเนเอาไว้เยอะ ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องจัดการคือความรู้สึกเนื่องจากทนายความเป็นผู้ที่แก้ปัญหาให้กับลูกความ และหาทางออกในช่องทางต่างๆตามกระบวนการกฎหมาย ดังนั้นหากผู้แก้ปัญหาไม่สามารถจัดการความรู้สึกของตนและกลับคืนสู่สถานะปกติเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับลูกความต่อไปได้โดยไวแล้ว อาจทำให้ผู้ที่มีปัญหาอย่างแท้จริงคือตัวความนั้น มีความสูญเสียความมั่นใจในตัวทนายความไปได้ หรืออาจเล็กสั้นๆง่ายๆตามประสาวัยรุ่นว่า “ดึงสติ”

แต่ทางที่ดีที่สุดนั้นผู้ทำคดีก็ควรจะคาดคะเนและวางแผนรับผลของคำพิพากษาทั้งทางด้านบวกและด้านลบและแจ้งลูกความไว้ตั้งแต่ต้น

2. #ระมัดระวังในประเด็นทางเทคนิค การต่อสู้คดีนั้น มีประเด็นทั้งปัญหาข้อเท็จจริงปัญหาข้อกฎหมายและเทคนิคต่างๆ โดยเบื้องต้นนั้นผู้ทำคดีควรระมัดระวังในประเด็นเบื้องต้นอาทิเช่นอำนาจฟ้อง อายุความ รวมถึงเรื่องแบบตามวิธีพิจารณาความที่เป็นกระบวนการเบื้องต้น เพื่อไม่ให้มีการผิดพลาดหรือแพ้คดีในประเด็นดังกล่าว อาทิเช่น

  • กรณีมอบอำนาจควรตรวจเช็คการลงชื่อตราประทับรวมถึงอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจให้ครบถ้วนไม่ให้มีการผิดพลาดในเรื่องอำนาจฟ้อง
  • กรณียื่นฟ้อง เป็นโจทก์ในคดีอาญาดูอำนาจของผู้ลงชื่อในคำขอท้ายคำฟ้องคดีอาญาให้ถูกต้อง
  • การลงชื่อในใบแต่งทนายความ ควรดูให้ถูกต้องกรณีลูกความเป็นนิติบุคคลต้องสังเกตว่ามีตราประทับครบถ้วนหรือไม่
  • เขตอำนาจศาล รวมถึงประเภทของคดี ต้องดูเขตอำนาจศาลที่ถูกต้องรวมถึงฟ้องในประเภทคดีที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
  • อายุความ ควรระมัดระวังไม่ให้คดีขาดอายุความในมือของทนายความ เช่นคดีที่มีอายุความสั้นๆ หากเป็นคดีอาญาที่มีอายุความถึง 3 เดือนถ้าหากคาดว่าไม่สามารถยื่นฟ้องคดีได้ทันก็ควรจะไปดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์เอาไว้เสียก่อน

ในคดีแพ่งก็เช่นกันควรระมัดระวังไม่ให้อายุความขาดในมือของทนายความหมายความว่านับตั้งแต่วันที่ลูกความมอบหมายให้ทนายความดำเนินการ จนถึงวันที่ฟ้องปรากฏว่า คดีขาดอายุความหลังจากที่ทนายความลับสำนวนเพื่อดำเนินคดีแล้ว

แต่หากปรากฏว่าคดีนั้นขาดอายุความมาก่อนที่จะมาพบทนายความก็อาจจะทำการชี้แจงให้ทุกความทราบถึง ผลที่อาจจะเกิดเช่นโจทก์อาจจะยื่นฟ้องคดีไปได้ถ้าจำเลยไม่มาต่อสู้คดีหรือไม่ต่อสู้ในประเด็นอายุความ ศาลก็จะสามารถพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีได้ แต่หากจำเลยมายื่นคำให้การต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความก็ต้องแจ้งให้ลูกความทราบเบื้องต้นว่า จะอาจมีผลให้คดีของลูกความนั้นแพ้ในเรื่องของอายุความโดยควรแจ้งไว้เบื้องต้นก่อนรับคดี

  • ลืมไปศาลหรือจำวันนัดผิด ข้อนี้ควรระวังอย่างสูงเนื่องจากอาจทำให้ศาลพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวหรือมีคำสั่งจำหน่ายคดีและเหตุผลการลืมนัดนั้นไม่ใช่เหตุผล ที่จะอ้างต่อศาลได้
  • การยื่นบัญชีระบุพยานตามกระบวนวิธีพิจารณาความ ควรระมัดระวังยื่นในกรอบที่กฎหมายกำหนด
  • ระยะเวลายื่นคำคู่ความตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลายื่นคําให้การ ระยะเวลายื่นอุทธรณ์ยื่นคำแก้อุทธรณ์ ระยะเวลายื่นฎีกาคำแก้ฎีกา รวมถึงการยื่นอุทธรณ์ ของศาลชำนาญพิเศษบางศาลเช่นศาลแรงงาน ควรระมัดระวังยื่นในเวลาที่กำหนดหากมีการขยายระยะเวลาออกไปจะต้องตามคำสั่งให้มั่นใจว่าศาลได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลาไปตามที่ขอ เพราะหากทำสำนวนคำคู่ความดีเพียงใดแต่หากยื่นเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้วก็อาจเสียประโยชน์ได้

ที่ผู้เขียนยกตัวอย่างมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเล็กน้อย โดยยังมีประเด็นในการตรวจสอบเบื้องต้นอีกจำนวนมากซึ่งผู้ทำคดีจะต้องทบทวนและรีเช็คให้ละเอียด เพื่อที่ไม่ให้ความผิดพลาดโดยง่ายนั้นเกิดจากทนายความผู้ทำคดีเอง

3. #มีทางออกกรณีคดีไม่เป็นไปตามที่คาด ผู้ทำคดีควรจะหาทางออกให้แก่ลูกความสำหรับผลของคำพิพากษาไว้ทั้งด้านบวกและด้านลบ ก่อนฟังคำพิพากษา เช่นในคดีอาญาหากลูกความตกเป็นจำเลยในคดีอาญาแล้วผลในคดีอาจมี 3 อย่าง 1.ยกฟ้อง 2.จำคุก 3.รอการลงโทษ+ปรับ

โดยหากคำพิพากษา ให้ลงโทษจำคุกจำเลยก็ควรจะวางแผนเกี่ยวกับการยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกา โดยคำนวณวงเงินประกันหรือหลักประกันแจ้งจำเลยไว้เสียแต่เนิ่นๆเพราะถ้าหลักทรัพย์มีจำนวนมากจำเลยหรือลูกความจะได้มีระยะเวลาไปจัดหาได้ทัน เพราะหากแจ้งกระชั้นชิดเกินไปหรือลืมแจ้งหลักประกันแก่ลูกความ ในวันที่ฟังคำพิพากษานั้น จำเลยก็จะถูกควบคุมตัวเลยอาจจะเกิดความรู้สึกที่ขาดความมั่นใจในตัวทนายความไปได้
แต่ถ้าทนายความได้แจ้งเกี่ยวกับวงเงินประกันกับลูกความแล้วภายหลังลูกความไม่สามารถหาหลักทรัพย์มาประกันตัวได้ก็ ถือเป็นความบกพร่องอันเกิดจากความพร้อมของตัวความเอง

ทั้งนี้ควรให้ทางเลือกหลายๆทางเช่นการนำเงินสดมาประกันการใช้หลักทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ มาประกันรวมถึงการเช่ากับ บริษัทเอกชนซึ่งจะมี Option และราคาที่แตกต่างกันไปแล้วแต่ความพร้อมของตัวความ

แต่หากเป็นกรณีคดีแพ่งก็ควรทำความเข้าใจกับตัวความถึงสิทธิ์ในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา ในประเด็นต่างๆที่ยังไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษา รวมถึง ค่าใช้จ่ายเช่นค่าธรรมเนียมศาล ค่าธรรมเนียมใช้แทน ค่าดำเนินการและข้อจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาเพื่อให้ตัวความพิจารณาต่อไปว่า จะดำเนินการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาไปตามสิทธิต่อหรือไม่

ประเด็นข้างต้น ถือเป็นส่วนเล็กน้อยในการทำงานคดี โดยในการทำคดีนั้นอย่างน้อยหากคดีจะแพ้คดี ก็แพ้เพราะข้อเท็จจริงจากพยานบุคคลหรือข้อเท็จจริงจากพยานเอกสารเสียเปรียบเป็นอย่างมากทำให้คดีไปไม่ถึงดวงดาว หรือมีข้อกฎหมายซับซ้อนหรือไม่เคยมีแนววินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานมาก่อน ก็ยังถือว่าสมศักดิ์ศรีกว่าเป็นการแพ้ในประเด็นเทคนิคเบื้องต้นเล็กน้อยข้างต้นซึ่งเกิดจากความผิดพลาดของผู้ทำคดีเองและอาจถูกตำหนิได้

ภูดิท โทณผลิน
10 ตุลาคม 2562

ติดตามข่าวสารความรู้ทางกฎหมายได้ทางไลน์แอด

https://line.me/R/ti/p/%40kft2307m

 

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581