#วิเคราะห์ข้อสอบปากเปล่าทนายความ

ในช่วงหลังการสอบปากเปล่า ทนายความนั้นจะเน้นวิธีปฏิบัติเช่น กระบวนการถามความในชั้นศาล ผู้เขียนจึงขอนำมาสรุปสาระสำคัญและยกตัวอย่างเบื้องต้น ดังนี้

#การซักความ ทนายความไม่ว่าฝ่ายใด เมื่อนำพยานของตนเข้าสืบ จะต้องทำการถามพยานของตน โดยมีข้อสังเกตก็คือในการถามนั้นห้ามคำถามนำ กล่าวคือห้ามถามคำถามที่มีเฉลยคำตอบอยู่ในตัว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พยานที่เบิกความนั้นเบิกความด้วยความจดจำของตัวเองไม่ใช่การถามในลักษณะที่มีการบอกใบ้คำตอบอยู่ในคำถามของทนายความ โดยควรถาม ปูพื้นให้พยานเบิกความเล่าข้อเท็จจริงไปตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

#ตัวอย่างคำถาม ผู้เขียนขอยกตัวอย่างคำถามง่ายๆในคดีกู้ยืมเงิน

  • พยานจำเลยมีความสัมพันธ์กันมาอย่างไร
  • เกี่ยวกับคดีนี้จำเลยได้ทำการกู้ยืมเงินพยาน เมื่อไหร่ มีรายละเอียดอย่างไร
  • ในการส่งมอบเงินที่กู้ยืมให้แก่จำเลยมีรายละเอียดอย่างไร
  • ในการกู้ยืมเงินดังกล่าวข้างต้นพยานได้ทำเอกสารไว้มีรายละเอียดอย่างไร (ขณะที่อ้างถึงพยานเอกสารควรให้พยานดูและอ้างส่งต่อศาล)
  • ในการกู้ยืมเงินดังกล่าวมีกำหนดชำระเงินคืนเมื่อไหร่และเมื่อถึงกำหนดจำเลยได้ชำระเงินคืนให้แก่พยานหรือไม่
  • หลังจากจำเลยผิดนัดดังกล่าวแล้ว พยานได้ดำเนินการติดตามทวงถามแก่จำเลยอย่างไร
  • ตามคำฟ้องคดีนี้มียอดเงินที่จำเลยผิดนัดและต้องชำระแก่คืนพยานเป็นเงินจำนวนกี่บาท และจำเลยประสงค์เรียกดอกเบี้ยมีรายละเอียดอย่างไร
  • พยานเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนหรือไม่

#การซักค้าน การซักค้านนั้นหมายถึง กรณีที่ทนายความฝ่ายตรงข้าม ดำเนินการถามพยานของคู่กรณีเพื่อลดทอนน้ำหนัก โดยในการสร้างฐานนั้นมีความสำคัญกล่าวคือสามารถตั้งคำถามในลักษณะคำถามนำได้ โดยมากนิยมตั้งคำถามนำเพื่อให้พยานตอบผิดพลาด ขัดแย้งกันเอง ไม่ว่าจะขัดแย้งกับตนเองหรือขัดแย้งกับพยานปากอื่น รวมถึงขัดแย้งกับพยานหลักฐานในสำนวน และนอกจากนี้ขณะที่ถามค้านนั้นทนายความจะสามารถ ให้พยานดูและรับรองเอกสารประกอบการถามค้านเพื่ออ้างส่งศาลได้ โดยพยานเอกสารที่ใช้ถามค้านนั้นไม่จำเป็นต้องยื่นบัญชีระบุพยานก็สามารถนำมาถามค้านได้

#ตัวอย่างคำถามค้าน ตัวอย่างคำถามนำ เพื่อให้เห็นภาพว่าการถามค้านนั้นมักมีการชักจูงพยาน โดยวางคำถามลักษณะจูงใจให้พยานตอบว่า “ใช่” อยู่ในคำถาม

  •  ในการพูดคุยติดต่อสื่อสารระหว่างพยานกับจำเลยนั้นจะติดต่อสื่อสารผ่านระบบ Application Line ตามภาพถ่ายที่ทนายความให้ดูนี้ใช่ไหม (ทนายให้พยานดูแชทไลน์ระหว่างพยานกับจำเลย เมื่อพยานรับว่าใช่ ให้อ้างส่งศาลเป็นเอกสารประกอบการถามค้าน)
  • ในรายการแชทดังกล่าวนั้นมีข้อความพูดถึงหนี้ยอดเงินตามฟ้องจำนวน 500,000 บาทด้วยใช่มั้ย
  • ให้พยานดูรายการแชท แล้วให้พยานยอมรับว่ายอดหนี้ดังกล่าวนั้นเกิดจากการพนันฟุตบอลข้อความปรากฏตามในรายการแชท
  • พยานจำเลยนั้นเคยเล่นการพนันฟุตบอลกันมาหลายครั้งใช่ไหม
  • เมื่อจำเลยเสียพนันฟุตบอล พยานก็จะให้จำเลยทำบันทึกคือลงชื่อไว้ในสัญญากู้ ใช่ไหม

#การถามติง ในการถามติงนั้นโดยหลักจะเหมือนการซักพยาน กล่าวคือห้ามใช้คำถามนำเช่นเดียวกัน และมีข้อสังเกตพิเศษเพิ่มเติมก็คือจะถามได้เฉพาะในประเด็นคำถามที่ทนายความคู่กรณีได้ถามค้านไว้เท่านั้น หากนอกเหนือจากประเด็นที่ทนายความคู่กรณีได้ซักค้านเอาไว้ไม่สามารถถามติงได้ แต่อาจแก้ไขโดยการขออนุญาตศาลถามเพิ่มเติมหลังจากถามติงเสร็จ

#ตัวอย่างคำถามติง

  •  ที่พยานตอบทนายความจำเลยถามค้านแปลว่า ยอดหนี้ในรายการแชทจำนวน 500,000 บาท ว่าเป็นยอดหนี้พนันฟุตบอลนั้น ขอให้พยานอธิบายต่อศาลว่าเป็นมูลหนี้เดียวกับที่พยานได้ฟ้องจำเลยตามสัญญากู้ยืม ในคดีนี้หรือไม่อย่างไร (สังเกตคำถามติงจะถามเพื่อให้พยานอธิบาย หากพยานสามารถอธิบายได้ว่ามูลหนี้ในสัญญากู้ยืมเงินในคดีนี้กับมูลหนี้พนันบอลในรายการแชทที่ตอบคำถามค้านไปนั้น เป็นคนละมูลหนี้และคนละรายการกันก็จะทำให้พยานกลับมามีน้ำหนัก)

#การขออนุญาตศาลถาม ในการขออนุญาตศาลถามนั้นโดยหลักจะต้องเป็นคำถามสำคัญเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมโดยทนายความทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์ขออนุญาตศาลถามได้ โดยก่อนถามพยานนั้นจะต้องขออนุญาตต่อศาล และแจ้งคำถามที่ประสงค์จะถามต่อศาลก่อน หากศาลได้อนุญาตให้ถามเพิ่มเติมแล้วทนายความฝ่ายคู่กรณีก็จะมีสิทธิ์ ถามค้านได้เพียงอีกครั้งเดียวเท่านั้น

#ประเภทพยานต่างๆ

  •  #พยานเอกสาร หมายถึงบรรดาเอกสารหลักฐานทั้งหมดเช่น เอกสารท้ายคำฟ้อง เอกสารท้ายคำให้การ ซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายได้ยื่นในคำคู่ความเพื่อนำสืบพยานต่อศาล
  •  #พยานวัตถุ สิ่งที่คู่ความได้มีความประสงค์นำเข้าสู่สำนวน ยกตัวอย่างเช่น แผ่น CD บันทึกภาพเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ
  • #พยานคู่ หมายถึงพยานบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปที่รู้เห็นเหตุการณ์เดียวกันและจะเบิกความในเหตุการณ์ดังกล่าวเช่นเดียวกัน ซึ่งพยานคู่นั้น หากไม่ได้วางโครงสร้างการถามความให้ดีแล้ว กล่าวคือไม่ได้ให้นำสืบพยานคู่ต่อเนื่องกันไปจะส่งผลเสียให้พยานสามารถเตี้ยมข้อเท็จจริงให้ตรงกันได้ จึงควร นำสืบพยานคู่ต่อเนื่องกันไปในคราวเดียวกันไม่ควรที่จะเว้นระยะเวลา โดยหลักนั้นเมื่อมีพยานคู่เข้ามาเบิกความต่อศาลต้องให้พยานคู่อีกคนหนึ่งที่จะเบิกความในลำดับถัดไป ออกนอกห้องพิจารณาคดีก่อน
  • #พยานเดี่ยว หมายถึงพยานที่รู้เห็นข้อเท็จจริงนั้นคนเดียว ซึ่งมีความสำคัญในการวางโครงสร้างคดีกล่าวคือถ้าพยานปากนั้นเป็นผู้รู้เห็นในประเด็นสำคัญเพียงคนเดียวและสามารถถามค้านทำลายน้ำหนักได้จะทำให้รูปคดีของฝ่ายดังกล่าวเสียลงทันที
  • #พยานผู้เชี่ยวชาญ หมายถึงพยานคนกลางไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการหรือนักปฏิบัติการที่ชำนาญการในเรื่องนั้นๆ เช่นผู้ตรวจเขม่าดินปืน ผู้ตรวจลายมือชื่อ ผู้ตรวจชันสูตรพลิกศพ เป็นต้น โดยในการถามพยานผู้เชี่ยวชาญนั้น มักจะถามในเชิงความเห็นทางวิชาการ ที่จะเป็นประโยชน์แก่คดีของตน อาทิ

คดีเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย ที่มีเขม่าดินปืนเป็นปัจจัยสำคัญในการลงโทษจำเลย กล่าวคือถ้าพยานผู้ตรวจเขม่าดินปืนได้ทำรายงานและเบิกความต่อศาลว่าปืนของกลางมีการยิงภายหลังการล้างครั้งสุดท้ายแล้ว อาจทำให้ศาลเชื่อได้ว่าปืนกระบอกดังกล่าวได้ใช้ก่อเหตุจริง ก็สามารถถามค้านเพื่อทำลายน้ำหนักได้ เช่น

      •  เขม่าดินปืนที่พยานตรวจพบและทำรายงานนั้นพยานไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเขม่าของเก่า หรือของใหม่ หรือเกิดขึ้นภายหลังการล้างครั้งสุดท้ายในระยะเวลาเท่าใดใช่หรือไม่ (ซึ่งคำถามดังกล่าวอาจทำให้ศาลมีข้อสังเกตว่า เขม่าดินปืนที่ตรวจพบอาจจะได้เกิดจากการยิงในเหตุคดีนี้ หรืออาจเป็นเขม่าดินปืนเก่า เป็นต้น)
  •  #พยานนำ หมายถึงพยาน ที่คู่ความสามารถนำมาศาลได้โดยตนเองโดยไม่ต้องออกหมายเรียก
  •  #พยานหมาย หมายถึงพยาน ที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ขอหมายเรียกต่อศาลเพื่อให้พยานนั้นมาเบิกความต่อศาล โดยหลักการนั้นจะต้องมีการจ่ายค่าตอบแทน ตามระยะทางที่พยานนั้นเดินทางมาเบิกความ

ตามตัวอย่างที่ผู้เขียนได้สรุปไว้โดยย่อข้างต้นนั้น เป็นไกด์ไลน์นำทางที่จะสามารถนำไปตอบคำถาม ในการสอบปากเปล่าทนายความได้ โดยขอให้ทุกท่านที่เข้าสอบปากเปล่า มีสมาธิไม่ตื่นเต้นและโชคดีในการสอบทุกท่านครับ

ผู้เขียน
ภูดิท โทณผลิน
23/11/2562

Page Facebook >>> เตรียมสอบใบอนุญาตทนายความกับทนายภูดิท

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581