ที่มาภาพ : https://www.komando.com/kims-column/getting-money-youre-owed-from-class-action-lawsuits-has-never-been-easier/591977/

วันนี้ขอวิชาการสักนิด กรณีวิธีพิจารณาความแพ่งที่แก้ไขใหม่ มาตรา 222/1 ถึง 222/47 อาจนำมาออกสอบปรนัย ในการสอบใบอนุญาตทนายความรุ่นที่กำลังจะสอบนี้ได้

ขั้นตอนก่อนการพิจารณาคดีแบบกลุ่ม

การดำเนินคดีแบบกลุ่มเริ่มจากโจทก์เสนอคำฟ้องต่อศาลและแนบคำร้องขอดำเนินคดีแบบกลุ่มไปกับคำฟ้องนั้นด้วย ศาลจะอนุญาตให้มีการดำเนินคดีแบบกลุ่มหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับข้อพิจารณาดังต่อไปนี้

  1. คำฟ้องของโจทก์ทำเป็นหนังสือ และแสดงชัดแจ้งถึงสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้ชำระหนี้เป็นเงิน คำขอบังคับของกลุ่มต้องระบุหลักการและวิธีการคำนวณเพื่อชำระเงินให้สมาชิกในกลุ่มด้วย
  2. โจทก์ได้แสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะที่เหมือนกันของกลุ่มบุคคลที่ชัดเจนเพียงพอเพื่อให้รู้ได้ว่าเป็นกลุ่มใด
  3. สมาชิกกลุ่มมีจำนวนมาก หากดำเนินคดีอย่างคดีแพ่งสามัญทั่วไปจะทำให้เกิดความยุ่งยากและไม่สะดวก
  4. การดำเนินคดีแบบกลุ่มจะเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากกว่า
  5. โจทก์แสดงให้ศาลเห็นได้ว่าโจทก์เป็นสมาชิกกลุ่มที่มีส่วนได้เสีย และโจทก์รวมทั้งทนายความของโจทก์สามารถดำเนินคดีคุ้มครองสิทธิของกลุ่มบุคคลได้อย่างเพียงพอและเป็นธรรม

เมื่อศาลอนุญาตให้มีการดำเนินคดีแบบกลุ่มแล้ว ศาลจะส่งคำบอกกล่าวไปให้สมาชิกกลุ่มเท่าที่ทราบและประกาศทางหนังสือพิมพ์รายวันรวมทั้งทางสื่อมวลชนอื่น เมื่อศาลออกประกาศไปแล้ว บุคคลที่มีลักษณะตรงกับลักษณะของกลุ่มก็จะเป็นสมาชิกกลุ่มโดยอัตโนมัติ หากบุคคลดังกล่าวไม่ต้องการเข้าร่วมกลุ่มก็สามารถออกจากกลุ่มได้โดยการแจ้งความประสงค์เป็นหนังสือต่อศาลภายในเวลาที่กำหนด หากแจ้งความประสงค์ล่าช้า จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อนจึงจะออกจากกลุ่มได้

บุคคลที่ออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มแล้วจะขอกลับเข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มอีกไม่ได้ และจะร้องสอดเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้ แต่ไม่ถูกตัดสิทธิที่จะยื่นฟ้องจำเลยด้วยตนเองเป็นคดีแพ่งสามัญ

สมาชิกเมื่อเข้าร่วมกลุ่มแล้วก็จะไม่มีสิทธิยื่นฟ้องจำเลยในคดีเดียวกับที่โจทก์ยื่นฟ้องอีกต่อไป แต่มีสิทธิในการเข้าฟังการพิจารณาคดี มีสิทธิตรวจสอบการทำหน้าที่ของโจทก์และทนายความฝ่ายโจทก์ มีสิทธิขอตรวจเอกสารและมีสิทธิตรวจและโต้แย้งการขอรับชำระหนี้เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว

หลังจากที่ศาลอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม หากโจทก์ประสงค์จะประนีประนอมยอมความกับจำเลย หรือระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ โจทก์จะต้องบอกกล่าวสมาชิกในกลุ่มเสียก่อน เพื่อให้สมาชิกที่ไม่ประสงค์จะผูกพันตามผลของการประนีประนอมหรือการชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการออกจากกลุ่มได้

ขั้นตอนระหว่างการพิจารณาคดี

การพิจารณาคดีจะเริ่มต้นจากวันนัดพร้อม โดยศาลจะสั่งให้คู่ความทุกฝ่ายมาศาลเพื่อไกล่เกลี่ยหรือนำวิธีอนุญาโตตุลาการมาใช้เพื่อให้คดีเสร็จสิ้นไป แต่หากคู่ความไม่ประสงค์จะไกล่เกลี่ยหรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย คู่ความต้องนำต้นฉบับพยานหลักฐานทั้งหมดมาแสดงต่อศาล หากใครไม่นำพยานหลักฐานมาเสนอต่อศาลภายในวันนัดพร้อม ก็จะไม่มีสิทธินำพยานหลักฐานมาสืบในภายหลัง

ศาลจะกำหนดประเด็นข้อพิพาท ลำดับการนำสืบ ระยะเวลาทั้งหมดในการดำเนินคดี กำหนดวัน เวลา และวิธีการขั้นตอนในการดำเนินคดีแบบกลุ่มที่จำเป็น รวมทั้งกำหนดวันสืบพยาน ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 10 วัน นับแต่วันนัดพร้อม
การดำเนินกระบวนพิจารณาในลำดับต่อๆ ไปนั้นก็เป็นเช่นเดียวกับการดำเนินคดีแพ่งสามัญ มีข้อแตกต่างบางประการ ดังนี้

1. ใช้วิธีการส่งบันทึกคำเบิกความล่วงหน้าได้
คู่ความที่ประสงค์จะนำพยานเข้าสืบสามารถส่งคำเบิกความพยานเป็นเอกสารมายังศาลได้ โดยไม่ต้องมีการซักถามพยานต่อหน้าศาลอีก คู่ความฝ่ายตรงข้ามเพียงแต่ทำการถามค้านและถามติงเท่านั้น

2. กรณีจำเลยขาดนัดพิจารณา
แม้จำเลยไม่ยื่นคำให้การ หรือจำเลยไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานวันแรก ซึ่งถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลจะพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีไปทันทีไม่ได้ ศาลก็จะต้องสืบพยานฝ่ายโจทก์เสมอ

3. การถอนฟ้องต้องแจ้งในสมาชิกคนอื่นทราบก่อน
หากเป็นการถอนฟ้องก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม โจทก์ก็อาจถอนฟ้องได้เลยโดยไม่ต้องขออนุญาตศาล แต่ถ้าประสงค์จะถอนฟ้องหลังจากที่ศาลอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มแล้ว หากศาลจะอนุญาตจะต้องแจ้งให้สมาชิกในกลุ่มทราบเพื่อให้มีโอกาสคัดค้านด้วย

หากศาลเห็นเองหรือคู่ความแถลงว่าการดำเนินคดีแบบกลุ่มจะไม่เป็นประโยชน์ หรือไม่สามารถคุ้มครองสมาชิกได้ ศาลก็จะมีคำสั่งให้ยกเลิกการดำเนินคดีแบบกลุ่ม หากโจทก์หรือสมาชิกกลุ่มไม่สามารถหาทนายความมาแทนเมื่อทนายความเดิมไม่สามารถทำหน้าที่ได้ หรือไม่มีสมาชิกกลุ่มร้องขอเข้าแทนที่โจทก์เมื่อโจทก์ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ หรือโจทก์ไม่นำเงินค่าประกาศและส่งคำบอกกล่าวมาวางศาล ศาลก็จะมีคำสั่งยกเลิกการดำเนินคดีแบบกลุ่มเช่นกัน

ภายหลังการพิจารณาคดี

เมื่อศาลดำเนินการพิจารณาคดีแบบกลุ่มไปจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลก็จะมีคำพิพากษาซึ่งมีผลผูกพันทั้งโจทก์ จำเลย และบุคคลที่เป็นสมาชิกกลุ่มทั้งหมดด้วย ซึ่งคำพิพากษาของศาลก็เหมือนคำพิพากษาในคดีทั่วไป แต่มีรายละเอียดเพิ่มเติมคือ

  1. ลักษณะโดยชัดเจนของกลุ่มบุคคลหรือกลุ่มย่อยเนื่องจากบุคคลเหล่านี้ถูกผูกพันตามคำพิพากษา
  2. หากศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงิน ศาลต้องระบุจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์ รวมทั้งหลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณการชำระเงินให้สมาชิกกลุ่ม
  3.  จำนวนเงินรางวัลของทนายความ และหากศาลเห็นสมควร ศาลอาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขในการปฏิบัติตามคำพิพากษาไว้ในคำพิพากษา หรือคำสั่งในภายหลังก็ได้

การบังคับคดี

เฉพาะโจทก์หรือทนายความฝ่ายโจทก์เท่านั้นที่มีอำนาจบังคับคดี ส่วนสมาชิกกลุ่มมีสิทธิยื่นขอรับชำระหนี้เท่านั้น
เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว ศาลจะแจ้งคำพิพากษาให้สมาชิกในกลุ่มทราบ โดยประกาศทางหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายรวมทั้งทางสื่อมวลชนอื่น ซึ่งในการประกาศนี้ศาลจะกำหนดวันให้สมาชิกกลุ่มยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย คำขอรับชำระหนี้ของสมาชิกในกลุ่มที่ไม่มีผู้โต้แย้ง เจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะมีคำสั่งอนุญาตให้รับชำระหนี้ได้

การอุทธรณ์

เฉพาะโจทก์และจำเลยเท่านั้นที่มีสิทธิอุทธรณ์ โดยสามารถอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่วันที่มีการอ่านคำพิพากษา สำหรับสมาชิกในกลุ่มไม่มีสิทธิอุทธรณ์ เว้นแต่เป็นการอุทธรณ์ในเรื่องการโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

ข้อดีข้อเสียของการดำเนินกระบวนพิจารณาแบบกลุ่ม

การดำเนินกระบวนพิจารณาแบบกลุ่มมีข้อดีคือ เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้มีทุนทรัพย์ไม่เพียงพอที่จะดำเนินการฟ้องคดีเอง เพราะเป็นการดำเนินการเพียงครั้งเดียวสำหรับผู้เสียหายทุกคน อีกทั้งยังทำให้การดำเนินคดีในปัญหาเดียวกันมีผลเป็นอย่างเดียวกัน และทำให้การอำนวยความยุติธรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการปรามผู้ที่คิดกระทำผิดกฎหมายได้เป็นอย่างดี เพราะหากถูกตัดสินว่าผิดจริงแล้วจะต้องจ่ายค่าเสียหายเป็นจำนวนมาก

แต่อย่างไรก็ดี การดำเนินคดีแบบกลุ่มก็อาจมีข้อเสียเช่นกัน กล่าวคือ โจทก์อาจใช้การดำเนินคดีแบบกลุ่มเป็นข้อต่อรองในการบังคับให้จำเลยชำระหนี้โดยไม่มีเจตนาที่จะคุ้มครองผลประโยชน์ของสมาชิกกลุ่มคนอื่นๆ การเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มเป็นไปโดยอัตโนมัติ หากผู้เสียหายไม่ทราบประกาศและไม่ได้แจ้งความประสงค์ออกจากกลุ่ม ก็จะถูกถือว่าเป็นสมาชิกกลุ่มโดยปริยายซึ่งทำให้เสียสิทธิในการยื่นฟ้องจำเลยและดำเนินคดีด้วยตัวเอง นอกจากนี้ผู้เป็นสมาชิกกลุ่มยังแทบไม่มีบทบาทในการดำเนินกระบวนพิจารณาเลยด้วย
ที่มา ilaw.or.th

ติดตามเทคนิคการเตรียมตัวสอบทนายความได้ทาง

Line@ >>> https://line.me/R/ti/p/%40kft2307m

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581