สมคบและสนับสนุน ตามความหมายของ พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534

ได้ติดตามข่าวเกี่ยวกับคดียาเสพติดดังอยากจะเขียนบทความแนวทางคดี แต่ตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะไม่เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด หรือข้อกฎหมายที่ชี้ช่องให้คนกระทำความผิด ดังนั้นจึงขอมาอธิบายความหมายและแนวทางพิสูจน์แล้วกัน ซึ่งภาพรวมจะทำให้เห็นว่าหากจำเลยมีพฤติการสมคบกับขบวนการค้ายาเสพติดแล้ว การพิสูจน์ของจำเลยนั้นเหนื่อยและลุ้นพอสมควร

ในแนวทางการทำคดีกับพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติดนั้น ผู้เขียนจะรวบรวมแนวทางไว้หลายตำรา แต่จะยึดหลักข้อมูลทางวิชาการของสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นหลัก อย่างในเรื่องที่กำลังเขียนนี้ ผู้เขียนได้สกัดมาจาก เอกสาร “ปัญหาการรับฟังพยานหลักฐานในความผิดฐานสมคบ และสนับสนุนหรือช่วยเหลือตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534” ของ สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม สํานักงานศาลยุติธรรม เลยขอให้เครดิตไว้ตอนต้นบทความเลย

ประเด็นแรก สมคบ , สนับสนุน ตามความหมายของ พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 นั้น แตกต่างและกว้างกว่าการเป็น ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 84 และ 86 อีกทั้งโทษแตกต่างกันด้วย ในพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 6 , 8 จะมีโทษมากว่า โดยเฉพาะข้าราชการจะมีโทษมากกว่า “ข้าราชการกระทําผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กําหนดไว้สําหรับความผิดนั้น (มาตรา 10)”

นิยามแรกที่ต้องทำความเข้าใจกันคือ “ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องการกระทําความผิด” หมายความว่า เงิน หรือทรัพย์สินที่ได้รับมา เนื่องจากการกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และให้หมายความรวมถึง เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาโดยการใช้เงิน หรือทรัพย์สินดังกล่าว หรือการกระทําไม่ว่าด้วยประการใด ให้เงินหรือทรัพย์สิน เปลี่ยนสภาพไปจากเดิมไม่ว่าจะเปลี่ยนสภาพกี่ครั้ง และไม่ว่าเงินหรือทรัพย์สินนั้นจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่น โอนไปเป็นของบุคคลอื่นหรือ ปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลอื่นก็ตาม

เมื่อเราอ่านบทนิยามนี้คงพอทราบแล้วว่าไม่ว่าทรัพย์สินหรือเงินดังกล่าว จะเปลี่ยนสภาพ เปลี่ยนผู้ครอบครอง หรือโอนไปยังบุคคลอื่นก็ตาม ก็ยังจัดเป็น #ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องการกระทําความผิด ตาม พรบ.มาตราการฯ
ต่อมาองค์ประกอบของการเป็น #ผู้สนับสนุน ตาม มาตรา 6 พรบ.มาตราการฯ

ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้ใดกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ต้องระวางโทษ เช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น

  1. สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทําความผิด ก่อนหรือขณะกระทําความผิด
  2. จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่หรือวัตถุใดๆ เพื่อประโยชน์หรือให้ความสะดวกแก่การกระทําความผิดหรือเพื่อมิให้ผู้กระทําความผิดถูกลงโทษ
  3. จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ที่ประชุม ที่พํานักหรือซ่อนเร้น เพื่อช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้กระทําความผิด หรือเพื่อช่วยให้ผู้กระทําความผิดพ้นจากการถูกจับกุม
  4. รับเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้กระทําความผิด เพื่อประโยชน์หรือให้ความสะดวกแก่การกระทําความผิดหรือเพื่อมิให้ผู้กระทําความผิดถูกลงโทษ
  5. ปกปิด ซ่อนเร้นหรือเอาไปเสียซึ่งยาเสพติด หรือวัตถุใดๆ ที่ใช้ในการกระทําความผิดเพื่อช่วยเหลือผู้กระทําความผิด
  6. ชี้แนะ หรือติดต่อบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ในการกระทําความผิด

ซึ่งการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสั่งฟ้องจำเลยในการกระทำความผิดตาม ม.6 นี้ จะต้องชัดเจนและต้องเป็นพยานที่มีน้ำหนักฟังได้ตามกฎหมายลักษณะพยาน เฉกเช่่นเดียวกับการนำสืบให้เข้าองค์ประกอบการเป็น ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 84 และ 86

ต่อมาประเด็นที่น่าสนใจคือ ข้อหา สมคบ ตามมาตรา 8 ของพรบ.มตราการฯ “ผู้ใดสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดผู้นั้นสมคบกันกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด …”

บทนิยามของคำว่า สมคบ “สมคบ” คือ การแสดงออกซึ่งความตกลงจะกระทําความผิดร่วมกัน สาระสําคัญคือต้องมีการตกลงกันไม่ใช่เพียงแต่คุยกัน ชวนกัน ยังไม่ได้มีการตกลงกันอันนั้นก็ไม่เป็นความผิดการตกลงกัน จะโดยกิริยา วาจา ท่าทาง จะโดยอะไรก็แล้วแต่ แต่จะต้องมีหลักฐานแสดงการตกลงกันจริง และเมื่อมีการสมคบโดยการตกลงกันเพื่อกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ก็เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคหนึ่งแล้ว โดยไม่คํานึงว่าได้มีการกระทําความผิดตามที่ได้สมคบกันหรือไม่”
ตรงส่วนนี้ผู้เขียนได้พบจากประสบการณ์ในการทำคดีหลายเคส

ยกตัวอย่างเคสหนึ่ง จำเลยเป็นพริตตี้และเป็นกิ๊กของเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด จำเลยมิได้มีส่วนร่วมในการค้ายาเสพติด แต่จำเลยได้รับโอนเงินจากผู้ที่ร่วมในเครือข่ายค้ายาเสพติด เป็นการให้โดนสเน่หา แต่ดันมีบางครั้งที่จำเลยไปจัดการธุระทางการเงินให้แก่เครือข่ายฯ แม้จำเลยจะนำสืบว่าไม่ทราบว่าไม่ทราบว่าเป็นเงินจากการค้ายาเสพติด ศาลก็มิได้รับฟังหักล้างพยานโจทก์แต่อย่างใด พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย

ต่อมาในส่วนของพยานหลักฐานเชื่อมโยงนั้น ผู้เขียนยอมรับว่า ปปส. ทำได้ดี จะทำเป็นชาจเครือข่าย มีการโยงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องในเครือข่ายโดยจะมีข้อมูลดังนี้

1.หลักฐานแสดงความสัมพันธ์ทางการเงิน

  • กรณีที่พยานซัดทอดให้การว่าการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้ที่ถูกซัดทอดและผู้ที่เกี่ยวข้องในการกระทําความเพื่อเป็นค่ายาเสพติด หรือค่าจ้างค่าใช้จ่ายในการกระทําความผิด พนักงานจะต้องตรวจสอบบัญชีธนาคาร รายการเดินบัญชีสลิปการโอนเงินว่าเป็นจริงและสอดคล้องตามที่พยานซัดทอดให้การถึงหรือไม่

2. หลักฐานแสดงการติดต่อเข้าพัก การเดินทาง ยานพาหนะ

  • กรณีที่พยานซัดทอดให้การว่า มีการเดินทางโดยรถยนต์ไปติดต่อกันในการกระทําความผิด หรือใช้รถยนต์ในการซุกซ่อน ขนลําเลียงยาเสพติด หากยังไม่ได้ยึดรถยนต์คันดังกล่าว หรือถึงแม้จะได้ยึดรถยนต์คันดังกล่าวไว้แล้วก็ตาม พนักงานสอบสวนจะต้องตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียน และหรือสอบสวนพยานบุคคลว่า รถยนต์คันดังกล่าวมีอยู่จริงหรือไม่ และอยู่ในความครอบครองของใคร

3. รายงานการสืบสวนพฤติการณ์ของผู้กระทำความผิด

4.หนังสือร้องเรียน

5. ประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

6. คำซัดทอดของผู้กระทำความผิด

7. แผนผังแสดงบทบาทหน้าที่ และความสัมพันธ์ที่มีการติดต่อเชื่อมโยงกัน

8. ภาพถ่ายการสืบสวนหรือการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์

  • กรณีที่พยานซัดทอดให้การว่ามีการติดต่อกันทางโทรศัพท์ในการกระทําความผิดระหว่างผู้ที่ถูกซัดทอดและผู้ที่เกี่ยวข้องในการกระทําความผิดพนักงานสอบสวนจะต้องตรวจสอบหลักฐานการติดต่อทางโทรศัพท์

ดังนั้นข้อมูลความเชื่อมโยงส่วนมากจึงมีน้ำหนักแน่น เพียงพอกับการพิสูจน์เพื่อลงโทษจำเลย
ในเรื่องนี้ผู้เขียนขอยกบทความจากเอกสารของสำนักงานศาลยุติธรรมมาเพื่อให้เข้าใจนิยามของการนำสืบข้อหาคมคบมากขึ้น

ในการรวบรวมพยานหลักฐานนั้น ต้องพยายามวางแนวทางการสอบสวนและพยานหลักฐานให้ศาลสามารถเห็นถึงความเชื่อมโยงของการสมคบกันกระทําความผิดในแต่ละเรื่องโดยไม่นําเสนอ ให้เห็นเพียงแต่ฉากเดียวเรื่องเดียว ต้องพยายามพิสูจน์ให้ได้ถึงความเกี่ยวพันของการกระทําทั้งหมดว่ามีลักษณะเป็นการถาวร ทุกคนที่ร่วมกระทํา แม้จะไม่รู้จักกันหมด แต่ก็รู้อยู่ถึงการกระทําของคนอื่น และแม้แต่ละคนจะไม่ได้ร่วมกันในทุกเรื่องก็มีผลประโยชน์ร่วมกันในความสําเร็จของงาน

ทั้งนี้ ความผิดฐานสมคบเป็นความผิดอาญาฐานหนึ่ง ดังนั้นพยานหลักฐานที่จะนํามาใช้ในการพิสูจน์ความผิด จึงตกอยู่ในบังคับของ ป.วิ.อ.มาตรา 226 ซึ่งบัญญัติว่า “พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจําเลยมีผิดหรือบริสุทธิให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่ไม่ได้เกิดขึ้นจาการจูงใจ มีคํามั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดย มิชอบประการอื่น …”

และระดับภาระการพิสูจน์ความผิดในฐานสมคบนี้ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ความชัดแจ้งจนปราศจากข้อสงสัยตามสมควร ตาม ป.วิ.อ.มาตรา227 วรรคสอง เช่นเดียวกันกับความผิดอาญาฐานอื่น หาได้แตกต่างกับระดับภาระการพิสูจน์ความผิดอาญาข้อหาอื่นแต่อย่างใดไม่

โดยที่พ.ร.บ.มาตรการฯ 2534 มาตรา 8 วรรคแรก ได้บัญญัติไว้ให้การตกลงกันก็เป็นความผิดแล้ว ซึ่งการตกลงกันนั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในใจ และพฤติการณ์แห่งการสมคบ ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นเรื่องลับ (Clandestine activity) จึงเป็นการยากที่จะหาพยานหลักฐานโดยตรง(Direct evidence) ที่จะมาพิสูจน์การตกลงกันนั้น เพราะฉะนั้นในการพิสูจน์เรื่องสมคบจึงต้องพยายามรวบรวมพยานแวดล้อมกรณีให้มากที่สุด ลักษณะของพยานแวดล้อมกรณีที่เป็นประโยชน์ก็ได้แก่บรรดาการกระทําซึ่งปรากฏภายนอก (Overt Act) ซึ่งจะช่วยอย่างมากในการพิสูจน์ได้มีการตกลงกันจริง

เรียบเรียงและรวบรวมโดย
ทนายภูดิท โทณผลิน
5 กุมภาพันธ์ 2560

ติดตามเทคนิคการเตรียมตัวสอบทนายความได้ทาง

Line@ >>> https://line.me/R/ti/p/%40kft2307m

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581