การเตรียมตัวสอบทนายความ

ในการเข้าสู่สายงานวิชาชีพทนายความนั้น ในปัจจุบันนอกจากจะต้องเรียนจบให้สาขานิติศาสตร์แล้ว ยังจะต้องสอบใบอนุญาตให้เป็นทนายความ ซึ่งสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ สภาทนายความฯ เป็นผู้จัดสอบและจัดอบรม

ซึ่งในการสอบใบอนุญาตให้เป็นทนายความนั้นจะมีการสอบหลักๆอยู่ 2 ประเภท แบบแรกคือประเภทที่นิยมเรียกกันติดปากว่า ตั๋วรุ่น คือประเภทที่จะต้องมีการสอบภาคทฤษฎี ภายหลังที่ผู้สอบสอบภาคทฤษฎีผ่านจะต้องขึ้นทะเบียนฝึกงาน กับทนายความตามหลักเกณฑ์ โดยใช้ระยะเวลาในการฝึกงานประมาณ 6 เดือน แล้วจึง สามารถสอบในภาคปฏิบัติต่อไปได้ และหากผู้สอบได้ทำการสอบภาคปฏิบัติเสร็จแล้ว ก็จะเป็นขั้นตอนการสอบปากเปล่า หลังจากนั้นก็จะเป็นการรับใบประกาศนียบัตร ซึ่งในการสอบประเภทดังกล่าวนั้น เป็นที่นิยมของผู้สอบ

ประเภทที่ 2 คือประเภทสำหรับผู้ฝึกงานในสำนักงานไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือที่เรียกติดปากกันว่า ตั๋วปี ในการสอบประเภทนี้ ผู้ที่เตรียมสอบจะต้อง ทำการฝึกงาน กับทนายความตามหลักเกณฑ์ในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี เมื่อ ทำการฝึกงานครบตามระยะเวลาดังกล่าวแล้วเมื่อทางสำนักฝึกอบรม ทำการเปิดสอบ ผู้สอบก็จะต้องมาลงทะเบียนสอบ และเมื่อผ่านการสอบแล้วผู้สอบเพราะจะต้องทำการสอบปากเปล่าเช่นเดียวกับประเภทตั๋วรุ่น แต่ในการสอบประเภทที่ 2 นี้จะเป็นที่นิยมน้อยกว่าประเภทแรกเนื่องจากข้อสอบจะมีความยากและซับซ้อนมากกว่า

โดยในการสอบประเภทแรกนั้น ในการสอบภาคทฤษฎี จะเป็นการทำข้อสอบในสมุดคำตอบ ยังไม่ใช้แบบฟอร์มศาล และข้อสอบมีความเข้มข้นน้อยกว่าภาคปฏิบัติ ตัวในการสอบภาคทฤษฎีนั้น รายการเขียนคําฟ้องคดีแพ่งคําฟ้องคดีอาญา รวมถึงคดีไม่มีข้อพิพาทในปัจุบัน จะต้องเขียนระบุชื่อของคู่ความด้วย นอกจากนี้ในส่วนของคดีไม่มีข้อพิพาทจะต้องเขียนคำลงท้าย ในส่วนของชื่อของผู้เรียงและเขียนด้วย

ส่วนในการสอบภาคปฏิบัตินั้น เป็นการสอบภายหลังจากที่ผู้สอบได้ฝึกงานในสำนักงานไม่น้อยกว่า 6 เดือนแล้ว แม้บางท่านจะใช้วิธีการฝากชื่อก็ตาม จะ ถือว่าผู้ที่เข้าสอบปฏิบัติได้รู้กระบวนการขั้นตอนในการพิจารณาคดีบ้างแล้ว จึงมีการนำแบบฟอร์มศาลมาใช้ในการสอบจริง และมีความเข้มข้นของข้อกฎหมายที่นำมาใช้สอบมากขึ้น แต่มีระยะเวลาในการสอบเท่าเดิม จึงเป็นสาเหตุให้มีผู้สอบผ่านในส่วนของภาคปฏิบัติน้อยลง เนื่องจากหลายท่านไม่สามารถทำข้อสอบทุกข้อได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด

โดยในตอนแรกนี้ผู้เขียนขอแนะนำภาพรวมในการเตรียมตัวสอบในแบบที่ผู้เขียนทำเมื่อครั้งเตรียมตัวสอบดังนี้

#การอ่านหนังสือ แนะนำให้อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับการเขียนเอกสารทางกฎหมาย ที่จัดพิมพ์โดยสำนักฝึกอบรมฯ เพราะจะทำให้แนวทางการเขียน รวมถึงภาษาในการเขียนสอดคล้องกับธงคำตอบของสำนักฝึกอบรม อาทิ คู่มือของสำนักฝึกอบรมฯ ข้อสอบเก่าทั้ง ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เป็นต้น ซึ่งในการทำงานจริงในภาคปฏิบัติ สํานวนรวมถึงวิธีการเขียนของทนายความแต่ละท่านแต่ละสำนักงานนั้นอาจจะแตกต่างกันไปบ้างก็เป็นปกติ แต่ในการสอบนั้นควรจะมีภาษาโครงสร้างรวมถึง รายละเอียดสอดคล้องกับแนวทางที่สำนักฝึกอบรมได้ออกข้อสอบเพื่อวัดผล ส่วนหนังสือ ตัวอย่างการเขียนเอกสารทางกฎหมาย อื่นๆนั้นสามารถ อ่านเสริมได้ แต่อยากให้ยึดของสำนักฝึกอบรมเป็นหลักจะดีกว่า

และในการอ่านนั้น ไม่ควรอ่านและท่องจำเพียงอย่างเดียว ให้ลองฝึกเขียนด้วย แม้การเขียนครั้งแรกๆ อาจจะยากสักหน่อยอาจใช้วิธี #คัดลอกธงคำตอบแทน อย่างน้อยจะทำให้ผู้เตรียมสอบ ซึมซับใน ภาษาที่ใช้ในเอกสารทางกฎหมายได้มากขึ้น โดยในตอนแรกที่ผู้เขียนยังไม่เข้าใจโครงสร้างของเอกสารทางกฎหมายก็ใช้วิธีนี้เช่นกัน

นอกจากนี้หลักกฎหมายที่ใช้สอบข้อสอบปรนัยนั้น อาจใช้วิธีการ สลับอ่านในช่วงที่มีเวลาน้อยก็ได้ เช่นเวลาวันหยุดหรือช่วงที่มีเวลามากให้อ่านแนวข้อสอบเก่าโครงสร้างการสอบอัตนัยและลงมือฝึกเขียน แต่เวลาว่างสั้นๆในแต่ละวันเช่นช่วงพักเที่ยง ช่วงเช้า(สำหรับผู้ทำงาน) ค่อยอ่านข้อกฎหมายที่ใช้สอบปรนัย หรือทบทวนหลักกฎหมาย ฎีกาที่น่าสนใจ รวมถึงตัวบท ก็จะทำให้ใช้เวลาที่มีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะเวลาที่เรามีสั้นๆเพียง 5-10 นาทีก็สามารถอ่าน ข้อกฎหมายจบได้เป็นเรื่องไป

#สอบทนายความหลักกฎหมายกว้างอ่านอย่างไร ในการสอบใบอนุญาตทนายความนั้น ใจความสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือหลักกฎหมายที่นำมาวิเคราะห์ในข้อสอบ ซึ่งหลักกฎหมายนั้นค่อนข้างจะกว้างมากกว่า การสอบในชั้นปริญญาตรี เพราะสามารถจับกฎหมายหลายตัวเข้ามาวิเคราะห์ในคดีเดียวกันได้ 

ยกตัวอย่างเช่น ในข้อเท็จจริงรุ่นหนึ่ง มีข้อเท็จจริงใจความว่า ลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด ไปขับรถยนต์โดยประมาท ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายต่อมาผู้เสียหาย จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับลูกจ้างแล้วผิดนัด นอกจากนี้ ผู้เสียหายยังส่งเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการเป็นต้น

จะเห็นได้ว่าข้อเท็จจริงในการสอบแต่ละรุ่นนั้นต้องเอากฎหมายหลายตัวมาจับไม่ว่าจะเป็นกฎหมายแพ่งกฎหมายอาญารวมถึงวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา

อย่างเช่น ตัวอย่างข้างต้นนั้นนักศึกษาจะต้องทราบและเข้าใจ เป็นเรื่องของการรับผิดของ นายจ้างกรณีลูกจ้างกระทำไปในทางการที่จ้าง จะต้องทราบถึงข้อจำกัดการรับผิดของผู้มีอำนาจของนิติบุคคลประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด รวมทั้งห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จะต้องทราบถึง เงื่อนไขและผลของการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ  จะต้องทราบถึง หัวใจของ ความเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา รวมทั้ง ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ

ดังนั้นนักศึกษาจะต้องเน้นอ่านในเชิงกว้าง เสมือนการทบทวนหลักกฎหมาย แต่หากมีเวลาจำกัดไม่จำเป็นจะต้องอ่านลึกในทุกประเด็นก็ได้ ควรจะเจาะลึกเฉพาะประเด็นที่ลืมหรือยังไม่เข้าใจก็พอ ในส่วนเทคนิคของผู้เขียนนั้นจะใช้ที่อ่านสารบัญของตัวบท และโน๊ตไว้ว่า ในข้อกฎหมายเรื่องดังกล่าวนั้นจะมีใครเป็นผู้เสียหายบ้างและจะมีใครจะต้องรับผิดบ้าง เพื่อจะนำมาเป็นประโยชน์ในการสอบทนายความก็คือเราจะสามารถทราบได้ว่าในข้อเท็จจริงที่ข้อสอบให้มานั้นมีใครบ้างที่เป็นผู้เสียหาย(โจทก์) และมีใครบ้างที่เป็นฝ่ายโต้แย้งสิทธิ์หรือเป็นผู้กระทำความผิด(จำเลย) เพื่อจะนำมาวิเคราะห์จำนวนคู่ความได้ถูกต้องเพราะส่วนนี้เป็นข้อสำคัญในการเตรียมสอบทนายความ

ที่สำคัญและจะต้องจดจำให้ได้ว่าหลักการความรับผิดในทางแพ่งและทางอาญานั้นต่างกันแสดงให้เห็นว่าจำนวนของคู่ความในคดีแพ่งและคดีอาญานั้นจะไม่เท่ากันและอาจเป็นคนละคนกัน

#การต่อแบบฟรอมศาล ในสมัยที่ ผู้เขียนได้เตรียมตัวสอบนั้นระบบอินเตอร์เน็ตยังไม่แพร่หลายนัก ผู้เขียนใช้วิธีไปหยิบแบบฟอร์มศาลที่ศาล มาใช้ฝึกเขียน และส่วนหนึ่งก็ได้จากการเข้าฟังคำบรรยายของสำนักฝึกอบรมฯ โดยในสมัยก่อนนั้นผู้เขียนจะใช้ดินสอร่างเขียน เพื่อจะได้ลบและเขียนใหม่ได้ เพราะจำนวนแบบฟอร์มศาลมีจำกัด

โดยการลงมือเขียนแบบฟอร์มศาลจริงนั้นจะมีประโยชน์ เมื่อเราเข้าห้องสอบโดยเฉพาะภาคปฏิบัติหรือตัวปี จะทำให้เรา เคยชินในการเขียนข้อมูลของคู่ความไม่ว่าจะเป็นข้อมูลโจทก์ข้อมูลจำเลยรวมถึงข้อมูลของทนายความได้รวดเร็วขึ้นโดยในส่วนของข้อมูลคู่ความนั้นผู้เขียนแนะนำให้ผู้สอบเตรียมปากกาไฮไลท์ไว้เพื่อแยกข้อเท็จจริงที่เป็น ชื่อ นามสกุล อายุ รวมถึงที่อยู่ ให้เห็นชัดเจนขึ้น เวลาที่นักศึกษานำข้อมูลดังกล่าวมากรอกใน แบบฟอร์มศาลจะทำให้เราประหยัดเวลาในการหารายละเอียดในข้อสอบได้มากขึ้น

และนอกจากนี้การต่อเอกสารก็สำคัญ นักศึกษาจะต้องจำให้ได้ว่าแบบฟอร์มศาลนั้นๆต่อด้วยเอกสารใดบ้างอาทิตย์เช่น คำฟ้องคดีแพ่ง (คำฟ้องแพ่ง+40ก+คำขอท้ายคำฟ้องแพ่ง) หรือ ( สัญญาประนีประนอมยอมความ+ สัญญาประนีประนอมยอมความ) เป็นต้น เพราะการต่อเอกสารผิดก็จะมีผลกับคะแนนเช่นกัน

รวมทั้งนักศึกษาจะต้องทราบว่าเอกสารใดที่ไม่ใช่คำคู่ความ ที่มิได้เป็นสำนวนของศาล จะต้องใช้กระดาษเปล่า A4 ที่ไม่มีเส้นมาเขียนเท่านั้นหลายท่านจะหยิบกระดาษ 40ก(มีเส้น) เป็นไซส์ขนาด A4 มาเขียนก็จะถูกหักคะแนนเช่นกัน

#ทำข้อสอบข้ามข้อหรือเรียงข้อดี  ในส่วนนี้ผู้เขียนขอแนะนำว่าการทำข้อสอบเรียนข้อนั้นดีที่สุด เนื่องจากจะเรียงลำดับไปตามกระบวนการเช่น ข้อ 1. หนังสือบอกกล่าวทวงถาม ข้อ.2 คำฟ้องคดีแพ่ง ถ้านักศึกษาทำเรียนก็จะเห็นได้ว่าก่อนที่จะเขียนคำฟ้องคดีแพ่ง โครงสร้างของคดีนั้นจะถูกย่อและสรุปอยู่ในหนังสือบอกกล่าวทวงถามแล้ว ทำให้เรามีเป้าหมายในการเขียนคําฟ้องคดีแพ่งอย่างชัดเจน

แต่หากในข้อดังกล่าวนักศึกษาทำไม่ได้จริงๆ ก็สามารถทำข้ามข้อได้เพียงแต่การนำมาเย็บรวมและส่งนั้นจะต้องเรียงลำดับไปตามข้อ

#บริหารจัดการเวลาในการสอบ ส่วนนี้ถ้าจะเป็นประเด็นสำคัญที่หลายท่านประสบปัญหา เนื่องจากทำข้อสอบไม่ทัน ดังนั้นก่อนลงสนามจริงแล้วคุณจะต้องทำการฝึกเขียนแบบจับเวลาบ้าง เพื่อจะได้ประเมินตนเองว่า ตนเองมีความบกพร่องเรื่องการเขียนช้าหรือไม่ เพื่อจะได้ปรับปรุงเพื่อให้สามารถเขียนข้อสอบได้ทันทุกข้อ

นักศึกษาควรกำหนดเวลาในการเขียนข้อสอบแต่ละข้อเช่น ควรใช้เวลาในการเขียนหนังสือบอกกล่าวทวงถามไม่เกิน 15 นาที  หรือใช้เวลาในการเขียนคําฟ้องคดีอาญาไม่เกิน 30 นาทีเป็นต้น  เพราะการให้เวลากับข้อสอบข้อใดมากเกินไปนั้นจะส่งผลกระทบต่อข้อสอบข้อถัดไปคือ ไม่สามารถเขียนข้อสอบได้ครบทุกข้อใดเป็นสาเหตุที่นักศึกษาจำนวนมากประสบและทำให้สอบไม่ผ่าน

การฝึกเขียนบ่อยๆก็เสมือนการฝึกวิ่ง ในการฝึกเขียนครั้งแรกอาจจะใช้เวลาช้าหน่อย แต่ถ้าฝึกเขียนบ่อยๆก็จะใช้เวลากระชับขึ้น

#เคารพกติการในการสอบ สุดท้ายนี้การเตรียมตัวสอบ จะไม่มีประโยชน์เลยหากนักศึกษาไม่เข้าใจกติกาในการสอบ ดังนั้นนักศึกษาจะต้องศึกษาระเบียบกติกาให้เข้าใจยกตัวอย่างเช่น การแต่งกาย วันเวลาสถานที่สอบรวมถึงการ เข้าห้องสอบ กติกาต่างๆระหว่างเตรียมตัวสอบเช่นการพกอุปกรณ์สื่อสาร การแก้ไขคำผิดถูกในเอกสารรวม ถึงการเขียนข้อมูลส่วนตัวลงในสมุดคำตอบ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่อาจจะถูกหักคะแนนได้ ดังนั้นจะต้องศึกษาระเบียบตรงนี้ให้ดีไม่แพ้กับการศึกษาข้อกฎหมายตามที่ผู้เขียนได้แนะนำไว้ข้างต้น

การเตรียมตัวสอบในส่วนอื่นผู้เขียนจะพยายามหาเวลามา เขียนเพื่อบอกเล่าประสบการณ์ในการเตรียมตัว ไปตอนต่อไปครับ

ทนายภูดิท โทณผลิน

  • อันดับ 1 ภาคปฏิบัติรุ่น 34 (81 คะแนน)
  • กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามกรีนลอว์ จำกัด
  • กรรมการสมาคมนักกฎหมายคุ้มครองสิทธิ์และสิ่งแวดล้อม
  • อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี (บรรยายวิชาว่าความฯ)
  • อนุกรรมการสิ่งแวดล้อมฝ่ายคดีและปฏิบัติการ สภาทนายความฯ 2562-2565
  • คณะทํางาน เรียบเรียงคําบรรยายอบรมวิชาว่าความ รุ่นที่ 46 – 48 สภาทนายความฯ

10 มี.ค. 2020

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581