การถามค้านบ้างครั้งไม่จำต้องถามนำ

ผมสังเกตพฤติกรรมมนุษย์โดยเฉพาะของพยานมาสักระยะหนึ่ง โดยเฉพาะในขณะที่พิจารณาคดีในชั้นศาลและนำมาปรับใช้สักระยะหนึ่งแล้ว ได้ผลพอสมควร โดยในหลายๆครั้งที่เราตั้งคำถามค้านเป็นคำถามนำโดยเป็นคำถามที่มีคำตอบอยู่ในตัวให้แก่พยานของคู่ความฝ่ายตรงข้าม

อาทิเช่น “สัญญาตามเอกสารหมาย จ.10 ได้ทำกันที่บ้านของโจทก์ใช่มั้ย” ซึ่งเป็นคำถามที่มีคำตอบอยู่ในตัว และ ผู้ถามต้องการให้พยานตอบว่าสัญญาดังกล่าวทำกันขึ้นที่บ้านโจทก์ ผลปรากฏว่าในบ้างครั้งเสมือนเป็นการบอกใบ้ให้พยานคนดังกล่าว ตอบคำถามที่เป็นตรงกันข้ามกับประเด็นที่ต้องการ คือบ้างครั้งพยานที่มีการซักซ้อมมาดี หรือพยานบางคนที่มีความประสงค์จะเบิกความเบี่ยงเบนจากความเป็นจริง จะตอบคำถามตรงกันข้ามที่ได้ถามนำเอาไว้้

และผู้เขียนได้สังเกตุว่าพยานมีความกดดันน้อย เนื่องจากผู้ถามค้านได้บอกใบ้คำตอบไปแล้วในตัว ซึ่งเป็นความคิดและความรู้สึกพื้นฐานของคนทั่วไปว่า เมื่อฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะทนายฝ่ายตรงข้ามถาม จิตใต้สำนึกของผู้ถูกถามมักจะเชื่อและถูกสั่งในตอบในทางตรงกันข้ามหรือไม่ยอมรับนั่นเอง (เว้นแต่กรณีข้อเท็จจริงทั่วไป หรือข้อเท็จจริงที่ปรากฎชัด)

และผู้เขียนกลับสังเกตได้ในหลายครั้งที่ทำการสืบพยาน ทนายความถามพยานของตนเอง ซึ่งหลักคือจะใช้คำถามนำไม่ได้ คือห้ามถามคำถามที่มีคำตอบอยู่ในตัว โดยพยานกับงง สับสนและมีความกดดันมากกว่าที่จะต้องตอบในคำถามที่ไม่มีตัวเลือก

อาทิเช่น “สัญญาตามเอกสารหมาย จ.10 ได้ทำขึ้นที่ไหน” คำถามดังกล่าวมิได้มีคำตอบอยู่ในตัว บางครั้งพยานที่ไม่ได้รู้เห็นเหตุการณ์จริง พยานที่ซักซ้อมมา รวมทั้งพยานที่มีความประสงค์จะเบิกความบ่ายเบี่ยงจากความเป็นจริง จะเกิดความเครียดในคำถามลักษณะดังกล่าวมากกว่าเนื่องจาก ทนายความผู้ที่ถามค้าน ไม่ได้บอกใบ้คำตอบไว้ในตัว และจะสังเกตเห็นได้ว่ามักจะเกิดอากัปกริยาที่บ่งบอกถึงการมีพิรุธให้ผู้พิพากษาเห็นในขณะถามค้านและพิจารณาคดีได้

ผู้เขียนจึงลองปรับใช้คำถามในลักษณะดังกล่าว โดยเลือกคำถามที่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ไม่ใช่ประเด็นชี้แพ้หรือชนะ แต่เป็นประเด็นรอง โดยถามค้านพยานโดยไม่มีคำตอบให้เลือกตอบเองบ้าง เป็นการสร้างความเครียดและความกดดันให้พยานได้บ้าง เพราะพยานจะต้องเลือกคำตอบเอง และกังวลว่าคำตอบใดถูกต้อง และคำตอบใดจะก่อผลเสียแก่คดี โดยหลายครั้งประสบความสำเร็จ เนื่องจาก พยานมีความเครียดสะสมจะต้อง ตัดสินใจเลือกตอบคำถามเอง โดยจะพยายามยิงคำถามถี่ๆ ให้พยานเครียดจนล้า เสมือนกับเวลาชวกมวยแล้วค่อยๆชกคู่ต่อสู้จนหมดแรง ถือเป็นการค่อยๆซ้อมให้พยานนั้นหมดแรงและเบลอ แล้วจึงยิงประเด็นที่เป็นคำถามนำในประเด็นสำคัญที่แท้จริง แล้วค่อยตบตอนท้ายขณะที่พยานล้าและเบลอแล้ว เป็นคำถามนำ

ซึ่งถ้าท่านใดที่อ่านบทความนี้แล้วเคยได้ไปเบิกความในชั้นศาลบ้าง คงทราบความรู้สึกกดดันในช่วงนั้นดี หลายท่านคงคิดในใจว่าอยากจะตอบๆให้เสร็จไวๆ ไม่อยากนั่งในคอกพยานนานๆ ผมจึงนำมาปรับ เพื่อสร้างความกดดันแก่พยาน เพื่อที่จะได้ข้อเท็จจริงที่ต้องการให้มากที่สุด

ข้อความดังกล่าวเป็นความเห็นส่วนตัวและใช้ได้ในบางสถานการณ์และกับพยานบางคนครับ ที่สำคัญคำถามที่จะเลือกให้พยานตอบเองนั้นเป็นคำถามลักษณะปลายเปิดที่พยานจะอธิบายดังนั้นควรมีข้อมูลให้แน่ชัดก่อนว่าพยานที่เรากำลังจะถามนั้นเป็นพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์จริงหรือเตรียมมาเพราะถ้าเป็นพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์จริงแล้วก็อาจจะทำให้เบิกความมีน้ำหนักให้ศาลเชื่อมากกว่าเดิมก็เป็นได้ ลองเอาไปปรับใช้และแสดงความคิดเห็นกันได้ครับ

ภูดิท โทณผลิน
24/4/2563

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581