การถามค้าน cross-examination

(ไปต่อหรือพอแค่นี้)

ขอนำบางช่วงบางตอนที่เกิดจากการทำงานเพื่อเป็นเกร็ดความรู้ที่ไม่หนักสมองมาแบ่งเอาไปตอนเท่าที่จะนึกได้และมีเวลาเล่าครับ

เริ่มแรกนี้นึกถึงเวลาการถามค้านพยานไม่ว่าคดีแพ่งหรือคดีอาญา ผู้ถามจะยังคงความตื่นเต้นเช่นเดิมเนื่องจาก ในคำตอบที่เราจะได้รับนั้นต้องลุ้นตลอดว่าพยานจะตอบไปด้านซ้าย หรือพยายามจะตอบไปด้านขวา กล่าวคือตอบได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์นั่นเอง

ซึ่งคำตอบดังกล่าวอาจหมายถึงผลแห่งคดีเลยก็เป็นได้ ถ้าเป็นประเด็นคำถามสำคัญ และในบางครั้งผู้ถามเองก็มักจะติดลมในลักษณะเข้าทำนองที่ว่าได้คืบจะเอาศอกได้ศอกจะเอาวา หมายถึงคำตอบที่ได้นั้นควรจะเพียงพอแล้ว แต่กลับชะล่าใจถามในคำถามต่อไปที่ลึกขึ้น ซึ่งคำตอบดังกล่าวอาจเป็นลักษณะการตอกปิดฝาโลงให้ฝ่ายที่ถามค้านชนะคดีไปเลยก็ได้ หรืออาจจะเป็นคำถามที่ได้คำตอบลักษณะที่ทำให้รูปคดีพลิกไป ทำให้สิ่งที่เหนื่อยมาทั้งคดีหรือกำลังไปได้ดีนั้นสูญเปล่าไปเลย จึงต้องตั้งชื่อใน Concept ทุกครั้งเพื่อเตือนสติตัวเองในการถามค้านว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้

ขอยกตัวอย่างปัญหาข้อเท็จจริงในคดีหนึ่ง เป็นคดีทำร้ายร่างกาย บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อแต่กลับมีเหตุทำให้ไม่มีภาพวงจรปิดมาเป็นพยานหลักฐานในคดี และคดีนั้นจะต้องรับฟังประจักษ์พยานที่เป็นกลางคนเดียวคือพนักงานของร้านสะดวกซื้อ ดังนั้นพยานคนนี้จึงถือเป็นพยานสำคัญในคดี

โดยมีปัญหาข้อเท็จจริงที่จะต้องวินิจฉัยว่า 1.ใครทำร้ายใครก่อน 2. พนักงานร้านสะดวกซื้อเห็นผู้เสียหายถูกทำร้ายจนเงินตกกระจายเต็มพื้นหรือไม่ 3.พนักงานร้านสะดวกซื้อได้ช่วยลงก้มเก็บเงินที่ตกกระจายนั้นหรือไม่

ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ผูกมัดผู้เสียหายไว้เนื่องจากผู้เสียหายได้ให้การใน 2 ข้อดังกล่าวข้างต้นไว้ชัดเจน แต่ในรายละเอียดนั้นขัดกับความเป็นจริงเนื่องจากได้รับฟังจากผู้เห็นเหตุการณ์ว่า มีการทำร้ายร่างกาย กันก็จริงแต่ไม่มีเหตุการณ์เงินตกและไม่มีเหตุการณ์ที่พนักงานร้านสะดวกซื้อก้มเก็บเงินแต่อย่างใด

ในขณะที่สืบพยานนั้นพนักงานร้านสะดวกซื้อเป็นพยานหมายเรียกของฝ่ายจำเลย จึงเป็นหน้าที่ของทนายความโจทก์หรือทนายความโจทก์ร่วมในการซักค้านพยานปากดังกล่าว โดยในทางนำสืบพนักงานร้านสะดวกซื้อนั้นหมายความว่าไม่ได้เห็นว่า ใครเป็นลงมือเริ่มต้นทำร้ายร่างกายก่อน

แต่ในการถามค้านนั้นทนายความโจทก์หรือทนายความโจทก์ร่วม ได้ซักค้านให้เห็นว่าพนักงานร้านสะดวกซื้อได้เห็นขณะที่ หลังจากเกิดเหตุทำร้ายร่างกายและมีธนบัตรตกอยู่ที่พื้นแล้ว แต่ทนายความโจทก์หรือทนายความโจทก์ร่วม ไม่ได้ดำเนินการถามต่อในรายละเอียดว่าพนักงานร้านสะดวกซื้อได้ช่วยลงก้มเก็บธนบัตรที่ตกอยู่ที่พื้นหรือไม่

ซึ่งถ้ามีการถามค้านต่อว่า “พยานได้ลงมือช่วยผู้เสียหายเก็บธนบัตรที่ตกอยู่กับพื้นด้วยใช่หรือไม่” ผลที่ได้รับหากพยานซึ่งเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อตอบว่าไม่ ก็อาจจะทำให้ลดความน่าเชื่อถือในรายละเอียดของพยานโจทก์ลง แต่หากพนักงานร้านสะดวกซื้อตอบว่าใช่ตนช่วยลงเก็บธนบัตรที่ตกอยู่ที่พื้นก็จะเป็นการตอกฝาโลงให้แก่จำเลยเป็นอย่างดี

ซึ่งปรากฏว่าการที่ทนายความโจทก์หรือทนายความโจทก์ร่วม หยุดคำถามค้านในประเด็นดังกล่าวเพียงแค่นั้น กลับทำให้พยานของจำเลยไปเบิกความสนับสนุนข้อเท็จจริงของโจทก์ ซึ่งจะเห็นได้ว่าหากทนายความโจทก์หรือทนายความโจทก์ร่วม ไม่ยอมหยุดในคำถามที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว ก็อาจบั่นทอนความน่าเชื่อถือของพยานฝ่ายตนเช่นกัน

ดังนั้นขณะทำงานก่อนถามค้านพยานจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงในรายละเอียดจากลูกความให้ละเอียดมากที่สุด ต้องประเมินคำถามที่จะได้รับจากพยานปากที่กำลังจะถาม รวมถึงดวงก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน แต่ที่สำคัญมากที่สุดก็คือต้องระวังอยู่เสมอว่า หากถามค้านได้แต้มแล้วไม่จำเป็นต้องลงลึกหรือเดินหน้าต่อเสมอไป เพราะเมื่อเดินหน้าไปแล้วอาจจะทำให้เสียแต้มก็เป็นได้

โดยอาจารย์ทนายความท่านหนึ่งเคยสอนผมไว้ว่าการถามค้านพยานเสมือนกับการแหย่ขาเข้าไปในรู ถ้าประเมินแล้วว่าในรูดังกล่าวนั้นจะมีปูหรือสัตว์ที่ต้องการก็สามารถแหย่ต่อไปได้ แต่ถ้าประเมินแล้วว่าในรูนั้นจะมีงูแน่นอนให้รีบชักขาออกแล้วไปแหย่ในรูอื่นแทน ซึ่งหมายถึงการหลบหลีกไปถามในคำถามอื่นต่อไปแทน โดยในสมัยนี้อาจจะเทียบกับประโยคที่ว่า “จะไปต่อหรือพอแค่นี้”

โดยในตอนต่อไปผมจะเล่าในส่วนของประเด็นการถามค้านซึ่งไม่จำเป็นจะต้องถามค้านให้สงสัยเสมอไป !!

ภูดิท โทณผลิน
7 พฤษภาคม 2563

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581