การถามค้าน (cross examination) ตอนที่ 2

(ถามค้านไม่จำเป็นต้องถามให้สงสัย!)

การถามค้านพยานไม่ว่าจะเป็นในคดีแพ่งหรือในคดีอาญา วัตถุประสงค์หลักคือต้องการถามเพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของพยานฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้ข้อเท็จจริงหรือข้อกล่าวอ้างที่พยานฝ่ายตรงข้ามเบิกความต่อศาลนั้น ลดทอนความน่าเชื่อถือลง หรือทำให้ข้อเท็จจริงนั้นมีพิรุธ อาทิเช่น ขัดกับความเป็นจริง ขัดกับเหตุผลสากล ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ ขัดกับพยานเอกสาร ขัดกับที่พยานปากอื่นได้เบิกความเอาไว้ รวมถึงขัดกับที่ตนเคยเบิกความไว้ที่ศาลอื่นเป็นต้น

แต่บางครั้งพยานที่มาเบิกความนั้นเบิกความไปตามที่รู้เห็นจริง ไม่ได้เป็นพยานเท็จ ดังนั้นการซักค้านเพื่อให้ลดทอนความน่าเชื่อถือของพยานปากนั้นจะเป็นไปได้โดยยาก แต่ผู้ซักค้านก็สามารถแสวงหาประโยชน์อันเกิดจากการซักค้านพยานปากดังกล่าวได้โดยใช้หลักการ ถามค้านเพื่อสนับสนุนข้ออ้างและข้อเท็จจริงของฝ่ายตน

ยกตัวอย่างเช่น การถามให้พยานปากดังกล่าวรับในข้อเท็จจริงที่พยานฝ่ายของผู้ถามค้านกำลังจะนำสืบ ผลจะทำให้ข้อเท็จจริงที่พยานฝ่ายของต้นกำลังจะนำสืบนั้นรับฟังเป็นยุติหรือเจือสมกับข้อเท็จจริงของตน เนื่องจากการรับฟังพยานหลักฐานศาลจะต้องพิจารณาในส่วนของข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่าย ลำพังการนำพยานไปเบิกความเล่าข้อเท็จจริงแต่ฝ่ายเดียวนั้น อาจจะยังเป็นที่สงสัยว่าข้อเท็จจริงนั้นเกิดขึ้นมีอยู่จริงหรือไม่ แต่ถ้าหากเราได้ถามค้านพยานของฝ่ายตรงข้าม ให้รับเรื่องราวข้อเท็จจริงที่พยานฝ่ายตนกำลังจะเล่า แบบนี้แล้ว ศาลมักจะต้องฟังและถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นที่ยุติ เนื่องจากพยานทั้งสองฝ่ายเบิกความรับ หรือสอดคล้องต้องตรงกัน

นอกจากนี้ อาจปรับเปลี่ยนถามค้านในทำนองให้พยานฝ่ายตรงข้ามยอมรับว่า พยานตามรายชื่อที่เรากำลังจะนำเข้าไปเบิกความนั้น เป็นบุคคลที่รับทราบ รู้เห็นหรืออยู่ในเหตุการณ์พิพาทในคดีจริง หรืออาจถามให้เห็นว่าพยานตามรายชื่อที่เรากำลังจะนำสืบนั้น มีความเป็นกลาง ไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับฝ่ายใดมาก่อนด้วยก็ได้

โดยในกรณีดังกล่าวผู้เขียนนำไปใช้บ่อยในกรณีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินเช่น กรณีโจทก์ฟ้องขับไล่แล้วจำเลยต่อสู้ว่าเป็นครอบครองปรปักษ์ ทนายฝ่ายจำเลยสามารถถามค้านพยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ได้ว่า พยานคนกลางที่จำเลยจะนำมาสืบถึงข้อเท็จจริงอันแสดงว่าจำเลยได้ครอบครองที่ดินลักษณะเป็นปรปักษ์ต่อที่ดินของโจทก์หรือไม่นั้น โดยปรับคำถามให้ได้ข้อเท็จจริงในทำนองที่ว่า พยานของจำเลยดังกล่าวตามรายชื่อ มีความเป็นกลาง ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับฝ่ายใด รวมถึงพยานคนกลางดังกล่าวรู้เห็นเหตุการณ์และอยู่ในชุมชนเดียวกับจำเลยจริง เป็นต้น

ซึ่งจะเห็นได้ว่าแม้พยานบางปากนั้นไม่สามารถถามค้านให้เห็นพิรุธได้ก็ตาม แต่ผู้ถามค้านก็สามารถแสวงหาประโยชน์ในการถามค้านจากพยานแต่ละปากดังที่กล่าวข้างต้นได้ ดังนั้นผู้ถามค้านจึงไม่ควรย่อท้อในการถาม แต่ควรเข้าใจพยานว่าพยานแต่ละคน แต่ละปากนั้นรู้เห็นทราบข้อเท็จจริงเรื่องใดบ้าง แล้วเราจะแสวงหาประโยชน์จากการถามค้านพยานปากนี้ในแง่มุมใดดียิ่งขึ้น

ภูดิท โทณผลิน
13 พฤษภาคม 2563

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581