ครอบครองปรปักษ์ (EP.1/5)

คำพิพากษาฎีกาที่ 538/2536

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ครอบครองที่ดินมีเนื้อที่ 3 งาน 62 ตารางวา ได้มอบให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้แจ้งการครอบครองที่ดินดังกล่าวไว้แทน ต่อมาได้ออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 247 โดยให้จำเลยที่ 1 มีชื่อในโฉนดที่ดินเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน โจทก์ทั้งสองได้ครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลา 26 ปีเศษแล้ว จึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง แต่จำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ให้เป็นชื่อของโจทก์ทั้งสอง ต่อมาจำเลยที่ 1 นำโฉนดที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ต่อจำเลยที่ 2 ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองโดยการครอบครองให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์แก้ไขทะเบียนในโฉนดที่ดินพิพาทโดยถอนการจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ออกแล้วใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 462/1 กับสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป
จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยการซื้อมาจากนายสวัสดิ์ จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับมอบหมายจากโจทก์ทั้งสองให้ไปแจ้งการครอบครองเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และออกโฉนดที่ดินไว้แทนโจทก์ทั้งสองแต่อย่างใดจำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินพิพาทกับสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้โดยสุจริต โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องและฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนการจำนองเฉพาะบ้านและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดที่มีอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 247

โจทก์ทั้งสอง และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

  • ในปัญหาข้อแรกเห็นสมควรวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ แม้ปัญหานี้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท แต่เรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่ 3 งาน 62 ตารางวา โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองแทน ครั้นต่อมาที่ดินดังกล่าวได้มีการออกโฉนดที่ดินเป็นเนื้อที่ 3 งาน 85 ตารางวาโจทก์ทั้งสองยอมให้จำเลยที่ 1 ใส่ชื่อในโฉนดที่ดินแทนโจทก์ทั้งสอง แล้วโจทก์ทั้งสองได้เข้าครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวมาตลอดเป็นเวลา 26 ปีเศษ โจทก์ทั้งสองจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้โดยการครอบครองปรปักษ์

ขอให้ศาลสั่งว่าโจทก์ทั้งสองได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ให้เพิกถอนการจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2และแก้ไขทะเบียนโฉนดที่ดินเป็นชื่อโจทก์ทั้งสอง อันเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ทั้งสองและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองเสียแล้ว โดยใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ในโฉนดที่ดินแทนแม้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องมุ่งเรื่องการครอบครองปรปักษ์ และขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์

แต่การครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 จะต้องเป็นการครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น 

ดังนั้น

ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของตนเองได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง 

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

——————–

ภูดิท โทณผลิน

กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม กรีน ลอว์ จำกัด

กรรมการสมาคมนักกฎหมายคุ้มครองสิทธิ์และสิ่งแวดล้อม (LEPA)

ที่ปรึกษาสภาทนายความจังหวัดสมุทรปราการ

อนุกรรมการฝ่ายคดีและปฏิบัติการสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมสภาทนายความฯ

อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี

โทร.0847068581

ติดตามความรู้กฎหมายได้ทาง

หรือคลิก

เลือกรับชมกันได้ตามสื่อที่ชอบครับ รวมทั้งสามารถติดตามชมได้ในรายการ ไดอารี่ช่อง 5 ออกอากาศเวลา 11.30 -12.00 น. ช่วงรอบรู้กฎหมายเรื่องหนี้จะอยู่ ช่วงแรกเปิดรายการเลยครับ

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581