การเรียกค่าทดแทนในกรณีผิดสัญญาหมั้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 2165/2538

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็น น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับจำเลยที่ 2 โดยเป็นบุตรของจำเลยที่ 3 ที่ 4 จำเลยทั้ง สี่ร่วมกันมาขอหมั้นโจทก์ต่อบิดามารดา และ นายเทอดศักดิ์ ปฏิภาณวัฒน์ พี่ชายโจทก์ เพื่อให้ทำการสมรส กับ จำเลยที่ 1 โดยมอบ เงินให้แก่บิดามารดาโจทก์เป็นสินสอด ให้ ทรัพย์สินรวมเป็นเงิน 107,960 บาท แก่โจทก์เป็นของหมั้น เพื่อเป็นประกันว่าจะสมรสและ จดทะเบียน ส่วนโจทก์ได้มอบแหวนเพชร 1 วง ราคา 25,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ตามประเพณีการรับหมั้น และใช้จ่ายเนื่องใน การเตรียมการสมรสโดยซื้อชุดแต่งงาน จำนวน 4 ชุด เป็น เงิน 28,200 บาท ผ้ารับไหว้ จำนวน 30 ชุดเป็น เงิน 5,307.25 บาท

นอกจากนี้โจทก์ได้ลาออกจากการประกอบ อาชีพที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ปฏิภาณ เป็นเหตุ ให้ขาดรายได้เกี่ยวแก่อาชีพหรือทางทำมา หาได้ แต่เมื่อหลังจากทำพิธีแต่งงานตาม ประเพณีในวันนั้นแล้ว จำเลยทั้งสี่ ผิดสัญญา หมั้น โดยจำเลยที่ 1 ไม่จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ ทั้งได้ร่วมกันขับไล่โจทก์ออกจาก บ้านที่พักอาศัยเป็นเหตุให้โจทก์เสียหายต่อกาย หรือชื่อเสียงและในการไปอยู่กินเป็นสามี ภริยากับจำเลยที่ 1 โจทก์ได้นำของหมั้น ตลอดจนสินส่วนตัวติดตัวไปที่บ้านของ จำเลยทั้งสี่ด้วย

แต่ระหว่างอยู่กินกับจำเลย ที่ 1 จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ให้ ถอนเงินจากธนาคารและยึดทรัพย์สินกับ เงินดังกล่าวไว้ การที่จำเลยทั้งสี่ผิดสัญญาหมั้น จึงต้องร่วมกันใช้ค่าทดแทน และค่าใช้จ่าย ในการเตรียมการสมรส กับต้องคืนของหมั้นตลอดจนทรัพย์สินที่ยึดไว้ และแหวนเพชรที่ มอบให้ในวันรับหมั้น ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ ร่วมกันชำระเงิน 2,267,887 บาท กับดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสี่ให้การและจำเลยที่ 1 ที่ 2 ฟ้องแย้ง ว่าจำเลยที่ 3ที่ 4 มอบอำนาจให้จำเลย ที่ 2 ดำเนินคดีแทน ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะอ่านไม่เข้าใจ จำเลยที่ 1 หมั้นโจทก์ โดยเกิดจากความยินยอมของจำเลยที่ 3 ที่ 4 เท่านั้นจำเลยที่ 2 มิได้เกี่ยวข้องด้วย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ภายหลังที่ทำพิธีแต่งงานตามประเพณีแล้ว

โจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันทสามีภริยาโดยมิได้มีความจำนงที่จะจดทะเบียนสมรส ทั้งจำเลยที่ 3 ที่ 4 ไม่เคยขัดขวางอย่างใด จึงไม่ผิดสัญญาหมั้น เหตุเกิดเนื่องจากจำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพค้าขาย โดยมอบหมายให้ โจทก์เข้าบริหารกิจการแต่โจทก์ไม่มีความรู้ความสามารถดำเนินกิจการผิดพลาดก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นหลายครั้ง เมื่อจำเลยที่ 1 และ ที่ 2 แนะนำ ตักเตือน โจทก์ไม่พอใจ และโกรธ โจทก์จึงได้ออกจากบ้านไป โดยความสมัครใจจะเรียกให้รับผิดชดใช้ค่าทดแทนหาได้ไม่

ในการที่แยกไปดังกล่าวโจทก์ได้นำทรัพย์สินที่จำเลย ที่ 1 เป็นเจ้าของรวมติดตัวไปด้วย จำเลย ที่ 3 ที่ 4 ไม่เคยยึดถือครอบครองทรัพย์สินที่เป็นของหมั้นตลอดจนสินส่วนตัวและเงินของโจทก์ตามฟ้องไว้แต่อย่างใด ทั้งโจทก์ได้ขนย้ายไปหมดสิ้นแล้ว สำหรับค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรสที่โจทก์เรียกร้องเป็นจำนวนสูงเกิน ความจำเป็น ส่วนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียง โจทก์มิได้เกิดจากการผิดสัญญาหมั้นและก่อนสมรสโจทก์มิได้ประกอบอาชีพ ใดๆ จำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนตามฟ้องต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 106,500 บาท กับดอกเบี้ย แก่จำเลย ที่ 1

ศาลชั้นต้น สั่งไม่รับฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้น พิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลย ทั้งสี่ร่วมกันคืนของหมั้น เงินสด 700,000 บาท ทองรูปพรรณ หนัก 20 บาท และ เครื่องเพชร1 ชุด มีสร้อยข้อมือ แหวน และ ตุ้มหูแก่ โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 967,960 บาท กับ ดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จ

โจทก์ และ จำเลยทั้งสี่ อุทธรณ์ ระหว่าง พิจารณาจำเลยที่ 4 ถึงแก่กรรม โจทก์ ขอให้เรียกนายชัยยศ แซ่เจี่ยนางสาว นี แซ่เจี่ย และนายลิ้มเกียก แซ่เจี่ย ทายาทโดยธรรมของจำเลยที่ 4 เข้า เป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ ฎีกา ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าคดีนี้โจทก์และจำเลยที่ 1 หมั้นกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อแต่งงานกันตามประเพณีแล้วปรากฏว่ายังไม่มีการจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย จนกระทั่งโจทก์กลับไปอยู่บ้านบิดามารดาของโจทก์ตามเดิม โจทก์เป็นหญิงสาวสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี การที่โจทก์หมั้นและแต่งงานตามประเพณีกับจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมต้องการอยู่กินฉันทสามีภริยากับจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อจะได้มีสิทธิและหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

แม้จะไม่ปรากฏว่าได้พูดกันถึงเรื่องการจดทะเบียนสมรสก็ตาม ดังจะเห็นได้จากการที่โจทก์ชวนจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนสมรสกันหลายครั้งหลังจากวันแต่งงาน การที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และ ที่ 4 ไล่โจทก์ออกจากบ้านหลังจากนั้นจำเลย ที่ 1 ก็มิได้กระทำการใดเพื่อให้โจทก์กลับมาอยู่กินฉันทสามีภริยา จำเลยที่ 1 จึงผิดสัญญาหมั้น จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดตามสัญญาหมั้น หรือไม่เพียงใดได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า

จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาหมั้น จำเลยที่ 2 ที่ 3 และ ที่ 4 ไล่โจทก์ออกจากบ้าน ถือได้ว่าร่วมกับจำเลย ที่ 1 ทำผิดสัญญาหมั้น

โจทก์เรียกค่าทดแทนหลายประการ ศาลฎีกาจะวินิจฉัยตามลำดับ ดังนี้

  • ค่าทดแทนความเสียหาย เนื่องในการเตรียม การสมรส โจทก์อ้างว่าได้จ่าย ดังนี้
    • ซื้อชุดแต่งงานเพื่อเข้าพิธีจำนวน 4 ชุดเป็นเงิน 28,000 บาท เห็นว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างมีฐานะดี ในการจัดงานเลี้ยงมีการ เชิญแขกประมาณ 600 คน และเลี้ยงโต๊ะจีนจึงเป็นการใช้จ่ายอันสมควรแล้ว
    • ซื้อผ้ารับไหว้ เพื่อให้ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายจำเลยตามประเพณีจำนวน 30 ชุด เป็นเงิน 5,307.25 บาท เห็นว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวมิใช่ค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรสอันจะเรียกค่าทดแทนได้

พิพากษากลับ

——————–

ภูดิท โทณผลิน

กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม กรีน ลอว์ จำกัด

กรรมการสมาคมนักกฎหมายคุ้มครองสิทธิ์และสิ่งแวดล้อม (LEPA)

ที่ปรึกษาสภาทนายความจังหวัดสมุทรปราการ

อนุกรรมการฝ่ายคดีและปฏิบัติการสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมสภาทนายความฯ

อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี

โทร.0847068581

ติดตามความรู้กฎหมายได้ทาง

 

หรือคลิก

เลือกรับชมกันได้ตามสื่อที่ชอบครับ รวมทั้งสามารถติดตามชมได้ในรายการ ไดอารี่ช่อง 5 ออกอากาศเวลา 11.30 -12.00 น. ช่วงรอบรู้กฎหมายเรื่องหนี้จะอยู่ ช่วงแรกเปิดรายการเลยครับ

 

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581