มรดก (Ep.4 สิทธิของบุคคลภายนอก)

คำพิพากษาฎีกาที่ 2401/2515 (ประชุมใหญ่)

โจทก์ฟ้องว่า นายวิทยาสามีโจทก์ที่ 1 บิดาโจทก์ที่ 2 เป็นสมาชิกองค์การสงเคราะห์ข้าราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข (อ.ส.ค.) ซึ่งจำเลยที่ 1 จัดตั้งและจำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการ นายวิทยา ระบุนายสมบุญบิดาเป็นผู้รับประโยชน์ แต่นายสมบุญตายไปก่อน บัดนี้นายวิทยาตาย จำเลยไม่ยอมจ่ายเงินสังขารานุเคราะห์ (ส.ข.น.) ให้โจทก์ ขอให้บังคับ

จำเลยต่อสู้ว่า สิทธิที่จะรับประโยชน์รายนี้ตกทอดไปยังทายาทของนายสมบุญ คือ นางสุวรรณภริยาของนายสมบุญ ซึ่งจำเลยได้จ่ายไปแล้ว

คู่ความรับข้อเท็จจริงกัน ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยาน แล้ววินิจฉัยว่า นายสมบุญผู้รับประโยชน์ตายก่อนนายวิทยา ข้อกำหนดนี้จึงตกไป แต่ข้อบังคับไม่กำหนดไว้ว่าจะจัดการอย่างไรในกรณีไม่มีตัวผู้รับประโยชน์ จึงไม่อาจมีคำสั่งให้จำเลยจัดการตามที่โจทก์ขอพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ผู้ควรได้รับการสงเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ของ อ.ส.ค. คือสมาชิกในครอบครัว ซึ่งได้แก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายมีนางสุวรรณมารดานายวิทยาผู้ตาย และโจทก์ทั้งสองคนละส่วน พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน 13,426 บาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2, 3 เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้กระทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดร่วมด้วย

จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาคดีนี้โดยมติที่ประชุมใหญ่ ปัญหาที่ว่า

  • การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสังขารานุเคราะห์ให้แก่นางสุวรรณภริยานายสมบุญไปนั้น เป็นการชอบด้วยข้อบังคับกรมไปรษณีย์โทรเลขว่าด้วยองค์การสงเคราะห์ข้าราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขฯ หรือไม่ ตามข้อบังคับระบุไว้ว่า เมื่อสมาชิกผู้ใดถึงแก่กรรม อ.ส.ค.จะจ่ายเงิน ส.ข.น. ให้แก่ผู้รับประโยชน์ที่สมาชิกผู้ถึงแก่กรรมได้ระบุชื่อไว้แก่ อ.ส.ค.

เมื่อปรากฏว่า นายสมบุญซึ่งนายวิทยาผู้ถึงแก่กรรมได้ระบุชื่อไว้นั้น ได้ถึงแก่กรรมเสียก่อนนายวิทยา ดังนี้ จึงไม่มีตัวผู้รับประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินสังขารานุเคราะห์ให้ตามข้อบังคับการที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสังขารานุเคราะห์ให้แก่นางสุวรรณไป จึงเป็นการมิชอบด้วยข้อบังคับ

การที่นายวิทยา นิยม ได้ระบุชื่อนายสมบุญ นิยม เป็นผู้รับประโยชน์ไว้ในใบสมัครเป็นสมาชิกขององค์การสงเคราะห์ข้าราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขตามข้อบังคับกรมไปรษณีย์โทรเลขมีผลว่า กรมไปรษณีย์โทรเลขจำเลยที่ 1 โดยองค์การดังกล่าวได้ทำสัญญาว่าจะชำระหนี้แก่นายสมบุญ นิยม บุคคลภายนอก สิทธิของนายสมบุญ นิยม จะเกิดมีขึ้นก็ต่อเมื่อตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 1 ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น

แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ก่อนนายสมบุญ นิยม ถึงแก่กรรม นายสมบุญ นิยม ได้แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 1 ว่า จะถือเอาประโยชน์จากสัญญา สิทธิของนายสมบุญ นิยม ในเงินสังขารานุเคราะห์รายนี้จึงยังมิได้เกิดมีขึ้นในระหว่างที่นายสมบุญ นิยม มีชวิตอยู่ ฉะนั้น เมื่อนายสมบุญ นิยม ถึงแก่กรรมลงเงินสังขารานุเคราะห์รายนี้จึงไม่อาจตกทอดเป็นทรัพย์มรดกไปยังทายาทของนายสมบุญ นิยม

ตามความเข้าใจของจำเลยที่ 1 ได้อยู่นั่นเอง ตามข้อเท็จจริงในสำนวน เงินสังขารานุเคราะห์นี้เป็นเงินที่ผู้รับประโยชน์จะได้รับหลังจากที่นายวิทยา นิยม สมาชิกองค์การสงเคราะห์ถึงแก่กรรมแล้ว หาใช่ทรัพย์สินที่นายวิทยา นิยม มีอยู่ในขณะที่นายวิทยา นิยม ถึงแก่กรรมไม่ จึงไม่เป็นมรดกของนายวิทยา นิยม เช่นกัน

  • ทั้งนี้ ตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาที่ 132/2507 ระหว่างนายหล้า ปัญญากา หรือปัญญาก๋า โจทก์ นายสมชัย วุฒิปรีชา กับพวก จำเลย เนื่องจากตามข้อบังคับกรมไปรษณีย์โทรเลขดังกล่าวนั้น มิได้ระบุไว้ว่า ในกรณีที่ผู้รับประโยชน์ถึงแก่กรรมก่อนสมาชิกองค์การสงเคราะห์ข้าราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข จะพึงจัดการแก่เงินสังขารานุเคราะห์อย่างใดต่อไป
  • จึงมีปัญหาที่จะวินิจฉัยว่า เงินสังขารานุเคราะห์จำนวน 21,139 บาทรายนี้จะพึงจ่ายให้แก่ผู้ใด ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 บัญญัติว่า “อันกฎหมายนั้น ท่านว่าต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษรหรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ เมื่อใดไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ท่านให้วินิจฉัยคดีนั้นตามคลองจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าและไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ท่านให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง และถ้าบทกฎหมายเช่นนี้ก็ไม่มีด้วยไซร้ ท่านให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป” ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว…

แม้เงินสังขารานุเคราะห์รายนี้จะมิใช่ทรัพย์มรดกของนายวิทยา นิยม ก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะมรดก เป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งในอันที่จะใช้บังคับแก่เงินสังขารานุเคราะห์รายนี้ และโดยเฉพาะก็คือ ตามบทบัญญัติมาตรา 1599, 1620 วรรคแรก, 1629 และ 1635

ดังนั้น เงินสังขารานุเคราะห์รายนี้จึงควรจ่ายให้แก่ทายาทโดยธรรมของนายวิทยา นิยม เสมือนหนึ่งทรัพย์มรดก

กล่าวคือ นางสุวรรณ นิยม มารดานางพรรณี นิยม โจทก์ที่ 1 ผู้เป็นภริยาและเด็กชายวีระพงษ์ นิยม โจทก์ที่ 2 ผู้เป็นบุตร คนละหนึ่งส่วน สำหรับส่วนของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 นั้น ปรากฏว่าจำเลยได้จ่ายเงินช่วยค่าทำศพนายวิทยา นิยม เป็นเงิน 2,000 บาทให้แก่โจทก์แล้ว คงเหลือส่วนที่โจทก์ทั้งสองจะได้รับอีกเป็นเงิน 13,426 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสอง

  • ส่วนข้อที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า องค์การสงเคราะห์ข้าราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขมิได้อยู่ในสังกัดหรือเป็นส่วนราชการของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด เป็นแต่เพียงองค์การซึ่งข้าราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขจัดตั้งขึ้นเอง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินสังขารานุเคราะห์ให้แก่โจทก์นั้น ปรากฏจากคำให้การของจำเลยเองว่า จำเลยได้จ่ายเงินสังขารานุเคราะห์ให้แก่ทายาทของนายสมบุญเป็นการถูกต้องตามข้อบังคับของกรมไปรษณีย์โทรเลขจำเลยที่ 1 ว่าด้วยองค์การสงเคราะห์ข้าราชการกรมไปรษณีย์โทษเลขแล้ว จึงเท่ากับจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าองค์การนี้อยู่ในความรับผิดของชอบของจำเลยที่ 1 นั้นเอง จำเลยที่ 1 องค์การนี้อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 นั้นเอง จำเลยที่ 1จะยกความข้อนี้ขึ้นโต้แย้งในชั้นฎีกาว่าไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินสังขารานุเคราะห์ให้แก่โจทก์หาได้ไม่ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในผล

——————–

ภูดิท โทณผลิน

กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม กรีน ลอว์ จำกัด

กรรมการสมาคมนักกฎหมายคุ้มครองสิทธิ์และสิ่งแวดล้อม (LEPA)

ที่ปรึกษาสภาทนายความจังหวัดสมุทรปราการ

อนุกรรมการฝ่ายคดีและปฏิบัติการสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมสภาทนายความฯ

อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี

โทร.0847068581

ติดตามความรู้กฎหมายได้ทาง

หรือคลิก

เลือกรับชมกันได้ตามสื่อที่ชอบครับ รวมทั้งสามารถติดตามชมได้ในรายการ ไดอารี่ช่อง 5 ออกอากาศเวลา 11.30 -12.00 น. ช่วงรอบรู้กฎหมายเรื่องหนี้จะอยู่ ช่วงแรกเปิดรายการเลยครับ

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581