#เลิกจ้างอย่างไรให้ชอบด้วยกฎหมายแรงงาน (1)

ในสภาวะวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจที่มีการปิดกิจการหรือการปลดคนงานออก ผลกระทบสืบเนื่องมาจากโรคไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) ซึ่งเป็นโรคระบาดไวรัสสายพันธ์ใหม่ที่แพร่ระบาดออกไปทั่วทุกมุมโลกและติดต่อกันอย่างรวดเร็ว จากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นวิกฤตการณ์ที่เสมือนกันกับช่วงวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งหรือฟองสบู่แตกของประเทศที่เคยเกิดขึ้นแล้ว โดยสภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ตกต่ำลงทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วย ได้แก่ สายการบินทั่วโลกหยุดรอบบิน ร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้าปิดทำการ รัฐบาลมีคำสั่งงดไม่ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าออกประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจหลายประเภทในประเทศไทยต้องหยุดชะงักและปิดตัวลง หากมีความจำเป็นต้องเลิกจ้างคนงานเพราะเหตุผลในทางเศรษฐกิจ นายจ้างจะต้องปฏิบัติเช่นใดจึงจะถูกต้องตามกฎหมายแรงงาน
  1. การเลิกจ้างกับการบอกกล่าวล่วงหน้า
    • กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายคุ้มครองแรงงานวางหลักคุ้มครองลูกจ้างให้นายจ้างต้องบอกกล่าวให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าก่อนสัญญาจ้างสิ้นสุดไว้ กรณีสัญญาจ้างที่ไม่กำหนดเวลาจ้างไว้แน่นอน หากเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ ถือเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดเวลา ก่อนเลิกจ้างนายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงงวดการจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 30 วัน เพื่อให้มีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างเมื่อถึงงวดการจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า
    • อีกทางหนึ่ง นายจ้างอาจเลิกจ้างลูกจ้างโดยให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลงทันทีในวันสุดท้ายของเดือนก็ได้ แต่นายจ้างต้องจ่ายเงินเท่ากับค่าจ้าง 1 เดือนให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งเงินนี้เรียกว่า สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
    • การบอกกล่าวล่วงหน้าต้องมีความชัดเจนว่านายจ้างต้องการบอกเลิกสัญญาจ้างและให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลงในอนาคตที่แน่นอนเมื่อวันเดือนปีใด มิฉะนั้น จะไม่ถือว่ามีการบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย เช่น หากนายจ้างปิดประกาศแจ้งให้ลูกจ้างทราบโดยมีเนื้อความว่า บริษัทฯนายจ้างกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ อาจต้องปิดกิจการในเร็ววันนี้ จึงแจ้งมาให้พนักงานได้รับทราบ ประกาศดังกล่าวยังไม่ถือเป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย
  2. กรณีที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ดังนี้
    • ลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง
    • ลูกจ้างละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างเป็นอาจิณ
    • ลูกจ้างละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรและเป็นเวลานาน
    • ลูกจ้างกระทำความผิดร้ายแรง
    • ลูกจ้างกระทำการไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต
    • ลูกจ้างทุจริต
    • ลูกจ้างกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง
    • ลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
    • ลูกจ้างประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
    • ลูกจ้างฝ่าฝืนคำสั่ง ระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างกรณีร้ายแรง
    • ลูกจ้างกระทำผิดซ้ำคำเตือน
    • ลูกจ้างละทิ้งหน้าที่ 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร
    • ลูกจ้างได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด หากเป็นความผิดโดยประมาทหรือลหุโทษ นายจ้างจะต้องได้รับความเสียหาย
สรุปแล้วข้อความตามข้อ 1. และข้อ 2. ดังกล่าวข้างต้น กรณีเลิกจ้างลูกจ้างอันเนื่องมาจากเหตุผลในทางเศรษฐกิจ ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นดังกล่าวมาข้างต้น ดังนั้น นายจ้างจึงต้องบอกกล่าวล่วงหน้า หรือจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้าง หากนายจ้างฝ่าฝืนจะต้องรับผิดในทางแพ่งเสียดอกเบี้ยสำหรับเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี
ทนายปรัตถกร แก้วฉาย (ผู้เขียน)
——————————————————————————————————
ID 𝕃𝕚𝕟𝕖 : @pudit-law
𝔽𝕒𝕔𝕖𝕓𝕠𝕠𝕜 : ทนายภูดิท โทณผลิน
ℙ𝕒𝕘𝕖 : เตรียมสอบใบอนุญาตทนายความ กับทนายภูดิท
🄿🄷🄾🄽🄴 : 084-7068581
ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581