โดยหลักตาม มาตรา 1382 มีว่า บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์ กล่าวคือ ผู้ที่สามารถครอบครองปรปักษ์ได้นั้นต้องมีสามอย่างคือ หนึ่งเข้าครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น สองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของโดยสงบ และเปิดเผย และสามคือเวลาที่ครอบครองถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ต้องเข้าครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี แต่ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ต้องเข้าครอบครองเป็นเวลา 5 ปี จึงสามารถครอบครองปรปักษ์ได้
แต่ในกรณีที่เข้าไปครอบครองที่ดินของผู้อื่นโดยเข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนนั้นเป็นการเข้าไปครอบครองปรปักษ์ได้หรือไม่นั้นได้มีฎีกาบอกไว้ดังนี้
จากฎีกา 3093/2559 ผู้ร้องทั้งห้าครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินมีโฉนดซึ่งผู้คัดค้านและณ.มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน แม้จะโดยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นที่ดินของตนก็ตามแต่หากผู้ร้องทั้งห้าครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงแล้วก็ไม่จำเป็นที่ผู้ร้องทั้งห้าต้องรู้มาก่อนว่าที่ดินนั้นเป็นของผู้อื่นแล้วแย่งการครอบครองมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีจึงจะได้กรรมสิทธิ์ แม้ผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองที่ดินพิพาทของผู้คัดค้านโดยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นที่ดินของผู้ร้องทั้งห้าก็ถือได้ว่าเป็นการเข้ายึดถือครอบครองที่ดินของผู้อื่นด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 แล้วหากผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองโดยสงบและโดยเปิดเผยสิด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปีผู้ร้องทั้งห้าก็ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว
การเวนคืนที่ดินเพื่อนำไปใช้ก่อสร้างคลองชลประทานเป็นการใช้อำนาจรัฐเวนคืนที่ดินเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในกิจการสาธารณูปโภค และเป็นการใช้อำนาจรัฐบังคับเอาทรัพย์สินของเอกชนเพื่อประโยชน์ของรัฐโดยเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเดิมไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะยินยอมหรือไม่ ทั้งไม่อาจกำหนดหรือต่อรองราคาที่ตนพอใจได้เพราะเป็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายมหาชนเช่นนี้แม้การจดทะเบียนโอนที่ดินใช้คำว่าซื้อขาย ก็ไม่ใช่การซื้อขายที่เป็นนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 453 ซึ่งจะต้องเกิดจากการกระทำด้วยความสมัครใจและมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตามมาตรา 149 จึงไม่อาจนำกฎหมายเรื่องการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรมตามมาตรา 156 อันเป็นหลักของกฎหมายเอกชนมาใช้บังคับได้
การที่ ช.รับโอนที่ดินพิพาทคืนจากกระทรวงการคลังเนื่องจากที่ดินไม่ได้อยู่ในแนวเขตที่ใช้ในการก่อสร้างคลองชลประทานมิใช่ผลโดยตรงของนิติกรรมที่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 172 ที่ต้องคืนกันอย่างลาภมิควรได้ จะถือเอาว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้านมาโดยตลอดและผู้ร้องสามารถนับเอาระยะเวลาที่เข้าครอบครองในช่วงที่ที่ดินพิพาทถูกเวนคืนซึ่งถือว่าเป็นที่ดินของรัฐนับรวมเข้าด้วยหาได้ไม่ การนับระยะเวลาแย่งการครอบครองของผู้ร้องต้องนับตั้งแต่วันที่อธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมทำให้ที่ดินพิพาทกลับคืนเป็นของช.เป็นต้นมาเมื่อนับถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอยังไม่ถึง 10 ปีผู้ร้องยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382
จากฎีกาดังกล่าวจะเห็นได้ว่าแม้จะเข้าไปครอบครองที่ดินมีโฉนดด้วยสำคัญผิดว่าเป็นที่ดินของตัวเองก็ถือว่ามีเจตนาเป็นเจ้าของในที่ดินของผู้อื่นตามมาตรา 1382 แล้ว ดังนั้นแม้จะครอบครองที่ดินโดยสำคัญผิดว่าเป็นของตนหากครอบครองครบเวลาสิบปีย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวจากการครอบครองปรปักษ์ได้
แต่อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงตามฎีกาดังกล่าวยังมีอีกว่าในเรื่องการนับเวลาการครอบครองปรปักษ์นั้น หากที่ดินที่เข้าไปครอบครองปรปักษ์เป็นที่ดินที่ถูกเวนคืนโดยสำคัญผิดแล้วต่อมาถูกเพิกถอนการเวนคืนจะต้องนับเวลาเช่นไร โดยหลักการเวนคืนที่ดินเป็นการใช้อำนาจรัฐบังคับเอาที่ดินเพื่อนำไปใช้ในสาธาณูปโภค เป็นเรื่องของกฎหมายมหาชน ดังนั้น เมื่อที่ดินถูกเวนคืนไปเป็นของรัฐแล้ว เอกชนย่อมไม่อาจเป็นเจ้าของได้ ดังนั้นย่อมไม่อาจครอบครองปรปักษ์ได้ แต่หากเป็นกรณีที่เวนคืนโดยสำคัญผิดจะเป็นการทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญอันมีผลทำให้การเวนคืนที่ดินเป็นโมฆะได้หรือไม่
โดยในฎีกาข้างต้นได้ให้เหตุผลในกรณีนี้ไว้ว่า “แม้การจดทะเบียนโอนที่ดินใช้คำว่าซื้อขาย ก็ไม่ใช่การซื้อขายที่เป็นนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 453 ซึ่งจะต้องเกิดจากการกระทำด้วยความสมัครใจและมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตามมาตรา 149 จึงไม่อาจนำกฎหมายเรื่องการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรมตามมาตรา 156 อันเป็นหลักของกฎหมายเอกชนมาใช้บังคับได้”
ดังนั้น แม้ที่ดินดังกล่าวถูกเพิกถอนการเวนคืนเพราะสำคัญผิดแต่ การเวนคืนที่ดินอาศัยกฎหมายมหาชนจึงไม่อาจนำกฎหมายเกี่ยวกับนิติกรรมมาใช้บังคับได้ จึงไม่เป็นการทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญอันทำให้เป็นการเวนคืนที่ดินตกเป็นโมฆะได้ ดังนั้นเมื่อรัฐได้เพิกถอนการเวนคืนที่ดินแล้วที่ดินได้กลับมาสู่นาย ช. เจ้าของเดิมเช่นนี้ ที่ดินจึงไม่ใช่ของรัฐอีกต่อไป การนับเวลาการแย่งการครอบครองจึงต้องนับตั้งแต่ที่ดินมีคำสั่งถูกเพิกถอนการเวนคืนไม่ใช่นับเวลาที่เวนคืนไปด้วย จึงทำให้ผู้ร้องขอครอบครองปรปกัษ์จึงไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวเนื่องจากเวลาที่ครอบครองยังไม่ครบ 10 ปี ตามมาตรา 1382
ทนายวิภาพร แซ่ผู่ (ผู้เขียน)
——————————————————————————————————
ID 𝕃𝕚𝕟𝕖 : @pudit-law
𝔽𝕒𝕔𝕖𝕓𝕠𝕠𝕜 : ทนายภูดิท โทณผลิน
ℙ𝕒𝕘𝕖 : เตรียมสอบใบอนุญาตทนายความ กับทนายภูดิท
🄿🄷🄾🄽🄴 : 084-7068581
ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581