กฎหมายแรงงานในมุมมองของนายจ้าง(ต่อ)

ต่อจากตอนที่แล้วที่ผู้เขียนได้แนะนำเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานในมุมมองของลูกจ้าง วันนี้ผู้เขียนขอมาแนะนำเกี่ยวกับสิทธิแรงงานในมุมมองของนายจ้างบ้าง สัญญาระหว่างลูกจ้างและนายจ้างนั้นจัดว่าเป็นสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งเรียกว่า “สัญญาจ้างแรงงาน” เป็นลักษณะสัญญาที่ยึดถือผลสำเร็จของงานนั้นเรียกว่า “สัญญาจ้างทำของ” ซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้ชื่อจะคล้ายกันแต่มีความแตกต่างกันทั้งในตัวของกฎหมายและวิธีพิจารณาคดี

ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับสัญญาจ้างแรงงานนั้นถือว่า เป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่งซึ่งคู่สัญญาคือนายจ้างและลูกจ้าง โดยสาระสำคัญในข้อตกลงนั้นต้องเป็นไปตามกฎหมายแรงงาน และเมื่อมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ว่าจะเป็นนายจ้างหรือลูกจ้างก็ตามถูกโต้แย้งสิทธิ หรือผิดสัญญา ย่อมสามารถเรียกร้องสิทธิของตนเมื่อยื่นฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน ซึ่งมีความพิเศษและอำนวยความสะดวกแก่ทั้งสองฝ่าย คือ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล นอกจากนี้กรณีคู่ความที่ไม่สามารถจัดหาทนายความได้สามารถยื่นคำฟ้องเองโดยมีนิติกรของศาลเป็นผู้ให้คำปรึกษาและจัดเรียกคำฟ้อง
ในส่วนของนายจ้างนั้น เมื่อทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างแล้ว นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินเดือนหรือค่าตอบแทนพร้อมทั้งสวัสดิการต่างๆ ตามที่ตกลงไว้ในสัญญาและตามกฎหมายแรงงาน

เมื่อนายจ้างดำเนินการครบถ้วนแล้วก็มีสิทธิตามสัญญาต่อลูกจ้างเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์จากแรงงานที่ลูกจ้างปฏิบัติตามสัญญา นายจ้างมีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติงานของลูกจ้างเป็นไปตามระเบียบเงื่อนไขข้อบังคับของนายจ้าง ในกรณีที่การทำงานของลูกจ้างได้ล่วงรู้หรือทราบรายละเอียดอันเป็นความรับทางการค้าของนายจ้าง นายจ้างมีสิทธิที่จะออกข้อบังคับของสัญญาห้ามเปิดเผยข้อมูลความลับของนายจ้าง และมีสิทธิเรียกค่าเสียหายในกรณีลูกจ้างผิดสัญญาดังกล่าวด้วย

การปฏิบัติงานของลูกจ้างนั้นนอกเหนือจากการทำงานลูกจ้างยังมีสิทธิในการอบรม เทรนนิ่ง หรือกิจกรรมที่พัฒนาความรู้แล้วประสบการณ์ของลูกจ้าง รวมถึงลูกจ้างอาจได้ข้อมูลหรือข้อมูลรายชื่อลูกค้ารวมถึงคอนเนคชั่น ที่เกิดจากการทำงานกับนายจ้างได้ ซึ่งความรู้ทักษะหรือคอนเนคชั่น ที่ลูกจ้างได้รับนั้นล้วนเป็นต้นทุนของนายจ้างทั้งสิ้น นายจ้างจึงมีสิทธิที่จะทำข้อตกลงเป็นสัญญาห้ามแข่งขันทางการค้าในธุรกิจที่เป็นคู่แข่งหรือเหมือนกับนายจ้างกับลูกจ้างได้ พร้อมทั้งมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาดังกล่าวจากลูกจ้างได้ โดยข้อตกลงดังกล่าวนั้นไม่ขัดต่อกฎหมายทั้งนี้สอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเลขที่ 8307/2554

ซึ่งศาลฎีกาให้เหตุผลว่า ข้อสัญญาดังกล่าวสามารถใช้บังคับได้ไม่เป็นการตัดโอกาสในการประกอบอาชีพของลูกจ้างเสียทั้งหมดคงเป็นการห้ามประกอบอาชีพบางอย่างที่เป็นการแข่งขันกับนายจ้างในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นซึ่งไม่นานเกินควร และเป็นสัญญาที่รักษาสิทธิประโยชน์ของคู่กรณีให้เป็นไปโดยชอบในเชิงการประกอบธุรกิจ ย่อมไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ไม่ตกเป็นโมฆะ เมื่อลูกจ้างผิดสัญญาจึงต้องรับผิดตามสัญญาแก่นายจ้าง

โดยข้อสัญญาห้ามทำการแข่งขันดังกล่าวนั้นจะต้องไม่มีข้อกำหนดเป็นระยะเวลาเกินสองปี ในส่วนของค่าเสียหายในการผิดสัญญานั้นอาจกำหนดลงไว้ในสัญญาหรือคำนวณตามค่าเสียหายจริงขณะนำสืบพยานก็ได้แต่มีหลายองค์กรที่นิยมคำนวณจากฐานเงินสุดท้ายของลูกจ้างทั้งนี้เป็นดุลยพินิจของผู้พิพากษาในศาลแรงงานที่จะพิจารณาในส่วนของค่าเสียหายดังกล่าวให้เหมาะสมกับความเป็นจริง

ในตอนต่อไปผู้เขียนจะหยิบยกประเด็นที่เกี่ยวกับกฎหมายสิ่งแวดล้อมรวมถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ใกล้ตัวกับประชาชนมาเล่าในมุมมองของข้อกฎหมายมาเล่า ฝากติดตามด้วยนะครับ

[ เขียนโดย : ทนายภูดิท โทณผลิน]

ตีพิมพ์ครั้งแรก :สกู๊ป คลินิกสิ่งแวดล้อม : กฎหมายแรงงานในมุมมองของนายจ้าง (ต่อ) หน้า 9 หนังสือพิมพ์แนวหน้าปีที่ 41 ฉบับที่ 14228 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

(อ่านออนไลน์ : https://www.naewna.com/local/552097 )

ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581