เมื่อวานได้มีโอกาสแนะแนว (Open House) ให้แก่นักศึกษาที่สนใจเข้าศึกษากฎหมายในระดับชั้นปริญญาตรี เกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพทนายความ ซึ่งเป็น 1 ในสายงานของนักกฎหมาย ผ่านทางระบบซูมใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง โดยผมได้เล่าถึงหัวข้อสำคัญดังนี้
1. การเข้าสู่วิชาชีพทนายความ ขั้นตอนแรก เมื่อนักศึกษาจบการศึกษาในระดับชั้นปริญญาตรีของคณะนิติศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐหรือเอกชนที่เนติบัณฑิตรับรอง รายการขึ้นทะเบียนสามัญหรือวิสามัญแล้ว นักศึกษาสามารถยื่นความประสงค์ในการสอบซึ่งจัดโดยสํานักฝึกอบรมวิชาว่าความ สภาทนายความฯ ทั้งนี้ในการสอบ ทนายความนั้นมีอยู่ 2 ประเภท 1. ประเภทสอบแบบเป็นรุ่นหรือที่เรียกกันติดปากว่าตั๋วรุ่น โดยมีการสอบ 2 ครั้งครั้งแรกคือการสอบภาคทฤษฎีเนื้อหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจะยังไม่เข้มข้นมากและยังไม่ใช้แบบฟอร์มศาล เมื่อนักศึกษาสอบผ่านภาคทฤษฎีแล้ว จะต้องทำการฝึกงานกับสำนักงานกฎหมายตามหลักเกณฑ์ของสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความไม่น้อยกว่า 6 เดือน หลังจากครบกำหนดสำนักฝึกฯจะเปิดสอบครั้งที่ 2 อีกครั้งเรียกว่าการสอบภาคปฏิบัติ ตัวในการสอบภาคปฏิบัตินี้ข้อสอบจะมีข้อเท็จจริงที่ซับซ้อนมากขึ้นข้อกฎหมายที่ละเอียดและลึกมากขึ้นประกอบกับการใช้แบบฟอร์มศาลจริง
โดยการสอบทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัตินั้นถือเกณฑ์คะแนนผ่านครึ่ง โดยมีข้อสอบอัตนัย 80 คะแนนและปรนัย 20 คะแนน เมื่อนักศึกษา สอบผ่านทั้ง 2 ภาคแล้วการสอบครั้งสุดท้ายคือการสอบปากเปล่า ซึ่งจะเป็นคำถามที่เกี่ยวกับกฎหมายหรือขั้นตอนปฏิบัติในการประกอบวิชาชีพทนายความหากนักศึกษาได้ทำการฝึกงานจริงการสอบปากเปล่าก็คงไม่ยาก หลังจากการสอบปากเปล่าก็จะเป็นการ ตรวจสอบประวัติและขึ้นทะเบียนใบอนุญาตทนายความซึ่งมีทั้งประเภท 2 ปีและตลอดชีพ
2. การเริ่มต้นสู่วิชาชีพทนายความ หลังจากที่นักศึกษาได้มีใบอนุญาตทนายความแล้ว ซึ่งทนายความนั้นถือลักษณะวิชาชีพ ที่สำคัญในการดูแลปัญหาต่างๆของคู่ความหรือประชาชน ดังนั้นขั้นตอนแรกในการเริ่มทำงานจึงมีส่วนสำคัญโดย ผมไปให้รายละเอียดการทำงานเบื้องต้นไว้คร่าวๆ สองประการคือ
2.1 การทำงานในตำแหน่งทนายความในบริษัท ที่ทำคดีสถาบันการเงิน คดีที่ไม่ซับซ้อน ซึ่งสำหรับ ทนายความที่ยังไม่มีประสบการณ์มีโอกาสที่จะผ่านการสอบสัมภาษณ์และคัดเลือกเข้าทำงาน เนื่องจากเนื้องานเป็นคดีที่ยังไม่มีความซับซ้อนมากนัก โดยฐานเงินเดือนเริ่มต้นอาจจะยังไม่มากนักแต่เป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการทำงานและการแก้ปัญหา ในชั้นศาลขณะดำเนินกระบวนพิจารณา
2.2 ฝึกงานในสำนักงานกฎหมาย โดยอาจเริ่มในตำแหน่งผู้ช่วยทนายความ หรือฝึกงานในสำนักงานที่ยังไม่ใหญ่มากนัก ข้อดีในการฝึกงานในสำนักงานกฎหมายนั้นคือเนื้อหาคดีจะหลากหลาย
3. เข้าสู่ช่วงทำงานจริง หลังจากที่นักศึกษาได้รับใบอนุญาตทนายความและประกอบวิชาชีพทนายความมาสักระยะหนึ่ง ทั้งนี้ช่วงระยะเวลาของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากันบางคนได้มีโอกาสทำงานในสำนักงานกฎหมายที่มีคดีซับซ้อนและยุ่งยากอาจจะมีความชำนาญและสามารถปฏิบัติงานได้ไว แต่ทั้งนี้ในปัจจุบันสื่อต่างๆ ที่ใช้ในการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหรือสื่อออนไลน์นั้นมีจำนวนมากจะเป็นส่วนช่วยทำให้นักศึกษาสามารถมีความรู้ความเข้าใจในการประกอบวิชาชีพและทำเอกสารต่างๆได้ไวขึ้น โดยไม่ทราบสาเหตุว่ามีความมั่นใจหรือมีความชำนาญในการประกอบวิชาชีพทนายความมากขึ้นนักศึกษาอาจจะก้าวสู่ Step ถัดไปเช่นการเข้าไป เป็นที่ปรึกษากฎหมายประจำบริษัท การเข้าไป เป็นทนายความประจำสำนักงาน อย่างเต็มตัวรวมทั้งอาจจะเปิดสำนักงานหรือเป็นหุ้นส่วนในสำนักงานกฎหมายก็ได้ โดยช่วงระยะเวลาที่เคยฝึกงานจะเป็นประสบการณ์ในการทำงานคดีและบริหารจัดการงานภายในสำนักงานกฎหมายเองได้ หรือแม้กระทั่งนักศึกษาที่มีความสามารถทางด้านภาษาเป็นพิเศษอาจมีโอกาสที่จะเข้าไปทำงานในสำนักงานกฎหมายระหว่างประเทศหรือที่เรียกว่า Law Firm
4. เมื่อได้รับใบอนุญาตทนายความแล้วหากไม่ประกอบวิชาชีพทนายความสามารถทำอย่างอื่นได้หรือไม่ เป็นคำถามที่นักศึกษาได้ถามทิ้งไว้ในครั้งแรกผมจึงทำสรุปแนะนำไว้ว่า ประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งคนรู้จัก แล้วลูกศิษย์หลายคน บางคนที่สอบใบอนุญาตทนายความได้และประกอบวิชาชีพไปซักระยะหนึ่งแต่ ภายหลังก็ไปประกอบอาชีพอื่นและประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกันเช่นสอบราชการตำแหน่งปลัด ตำรวจ นิติกร รวมถึงเป็นนักธุรกิจและเป็นผู้บริหารของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งมักจะใช้ทักษะในการเป็นทนายความไปปฏิบัติงานต่างๆได้เป็นอย่างดีเนื่องจากงานทนายความนั้นนอกจากจะต้องมีความรู้ทางกฎหมายที่กว้างแล้วจะต้องมีความเท่าทันในข้อเท็จจริงด้วย
นอกจากนี้หากนักศึกษามีความประสงค์ที่จะสอบ ผู้พิพากษาหรืออัยการ การประกอบวิชาชีพทนายความก็ถือเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่สามารถใช้สอบในตำแหน่งดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน
5. ข้อดีและข้อเสียในการประกอบวิชาชีพทนายความ ในส่วนของข้อดีนั้นคงเป็นความอิสระในการทำงานไม่อยู่ใต้บังคับบัญชาใครเว้นแต่กรณีทำงานในบริษัทหรือสำนักงานกฎหมาย ประกอบกับความอิสระในด้านรายได้ หากนักศึกษาสามารถฝึกฝนจนมีความเชี่ยวชาญในการทำงาน และได้รับไว้วางใจจากผู้ว่าจ้างแล้วค่าตอบแทนค่อนข้างจะสูงเมื่อเทียบกับอาชีพอื่นในสายงานกฎหมาย ส่วนข้อเสียอาจจะมีในช่วงแรกซึ่งเป็นเรื่องปกติในการทำงานทุกอาชีพหากยังไม่มีความเชี่ยวชาญและยังไม่รับความไว้วางใจจากผู้ว่าจ้างนั้นค่าตอบแทนอาจจะยังน้อยหรือกรณีที่เป็นทนายความอิสระในช่วงแรกนั้นอาจจะค่าตอบแทนไม่สม่ำเสมอในทุกเดือน
6. เทคนิคในการทํางานให้ประสบความสำเร็จ แนะนำลักษณะการทำงานส่วนตัวนอกเหนือจากความรู้และความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายแล้วจะต้องอาศัยการวางแผนงานที่ดีเนื่องจากหากอนาคตรับผิดชอบงานจำนวนมาก การวางแผนงานการลำดับความสำคัญของงานก็มีส่วนสำคัญโดยเฉพาะ ข้อควรระวังคือคดีที่ใกล้ขาดอายุความ คดีที่ต้องยื่นคำให้การ ยื่นอุทธรณ์ ยื่นฎีกา หรือคำแก้อุทธรณ์ คำแก้ฎีกา ในระยะเวลาที่กำหนดนั้นจะต้องห้ามผิดพลาดหรือยื่นเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เด็ดขาด
นอกจากนี้การมีจิตวิทยาในการทำงานก็เป็นส่วนสำคัญ เนื่องจาก งานทางด้านกฎหมายนั้นมีหลายคดีที่การแก้ปัญหาโดยใช้กฎหมายไม่ตอบโจทย์ ยกตัวอย่างเช่น คดีฟ้องหย่า หรือคดีหมิ่นประมาทที่เป็นคนใกล้ชิด เป็นต้นบางครั้งถ้าสามารถเข้าใจปัญหาหรือปลอมที่แท้จริงของคู่กรณีแล้วเราอาจสามารถมีส่วนเข้าไปช่วยเหลือแก้ไขได้มีประสิทธิภาพ มากกว่าการใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว อีกทั้งการวางตัวและการสร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกความก็เป็นส่วนสำคัญทั้งนี้ การที่ดูแลและทุ่มเทในเนื้องานคดีที่ลูกความได้มอบหมายนั้นก็จะส่งผลถึงการแนะนำบอกต่อในอนาคตโดยมิต้องเช่นเดียวกัน
รวมถึงทักษะในการเจรจาแก้ปัญหากับคู่ความทุกฝ่ายที่อยู่ในกระบวนพิจารณาก็เป็นส่วนสำคัญที่จะต้องศึกษาด้วย
ทั้งนี้การโฆษณาของทนายความนั้นถูกจำกัดโดยมรรยาททนายความ ดังนั้นการทุ่มเทงานคดีจนมีความสำเร็จและได้ความไว้วางใจจากผู้ว่าจ้าง ประกอบกับการใช้สื่อออนไลน์ในการเผยแพร่ความรู้ที่เหมาะสม จะเป็นวิธีการสร้างชื่อเสียงและสร้างฐานลูกความได้เช่นกัน
7. วิชาที่อาจารย์รับผิดชอบมีเนื้อหาอย่างไรบ้าง ในส่วนตอนท้ายแนะนำเนื้อหาที่ผมได้มีโอกาสพัฒนาและสอนคือวิชาการว่าความและการให้คำปรึกษาทางกฎหมายฯ LLB458 โดยจะมีเนื้อหา 2 ส่วนสำคัญ คือ
7.1.การจัดทำเอกสารทางกฎหมาย ซึ่งจะจัดจำลองทุกอย่างลักษณะเช่นเดียวกับการสอบและการบรรยายของสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความฯ และมีการวัดผลโดยทำข้อสอบอัตนัยและปรนัยในลักษณะเช่นเดียวกับการสอบของสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความฯ
7.2 การดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นศาล เป็นการบรรยายเนื้อหานักศึกษาเข้าใจถึงขั้นตอนต่างๆในการประกอบวิชาชีพทนายความ ไม่ว่าจะในฐานะทนายความโจทก์ ทนายความจำเลย ทนายความผู้ร้อง ทนายความผู้คัดค้าน ทนายความโจทก์ร่วม โดยให้เน้นถึงการเตรียมชุดเอกสารประกอบการดำเนินกระบวนพิจารณาในนัดต่างๆที่เกิดขึ้น การแกลงต่อศาล การเตรียมพยาน วิธีการสืบพยานการถามความประเภทต่างๆ และสอนไปถึงการทำอุทธรณ์และฎีกาเบื้องต้นด้วย โดยมีการวัดผลเป็นการจัดทำศาลจำลองและเก็บคะแนน ซึ่งจะมีวัตถุประสงค์หลักในวิชานี้คือให้นักศึกษาสอบผ่านและสามารถทำงานได้
ทั้งนี้การแนะแนวในครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 2 ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี โดยเนื้อหาที่ผมนำมาสรุปพิมพ์นี้เป็นส่วนหนึ่งจากการแนะแนวกว่า 2 ชั่วโมง ผมเห็นว่าอาจจะมีประโยชน์กับนักศึกษาท่านอื่นที่กำลังสนใจในการศึกษาวิชากฎหมายหรือสนใจในการประกอบวิชาชีพทนายความ ได้เป็นแนวทางเบื้องต้นในการตัดสินใจจึงขอเรียบเรียงมานำลงไว้หวังว่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ
และต้องขอบคุณ ท่านรองศาสตราจารย์ ดร.สุรทิน ชัยทองคำ รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ และคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี เป็นอย่างสูงที่ได้ เชิญเป็นอาจารย์แนะแนวและได้เชิญเป็นอาจารย์พิเศษ เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ในการประกอบวิชาชีพทนายความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย ของคณะฯเป็นปีที่ 2 ครับ
หมายเหตุ ภาพ background ข้างหลังของผมเป็นภาพห้องศาลจำลองของคณะฯ ซึ่งปัจจุบันได้มีการปรับปรุงและพัฒนาให้สวยงามและสมจริงมากขึ้น หวังว่าเมื่อสถานการณ์ covid-19 ดีขึ้นนักศึกษารุ่นถัดไปจะได้ใช้ห้องศาลจำลองอย่างเต็มรูปแบบครับ
ติดตามวีดีโอแนะนำการสอบทนายความได้ทาง  >>> https://youtube.com/channel/UCc5Nht-xjPNlquD3gXNJ9pg
ผู้เขียน ทนายภูดิท โทณผลิน 084-7068581