Home เรื่องทั่วไป

เรื่องทั่วไป

การร่างฟ้องหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

#การร่างฟ้องหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีที่ผู้โพสต์ข้อความ เลี่ยงโพสต์ข้อความในลักษณะที่ขาดองค์ประกอบความผิดแต่ทำการโพสในหลายครั้งจะดำเนินการร่างฟ้องอย่างไร   วันก่อนได้มีโอกาสได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นศาล ฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์กรณีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งมีประเด็น ข้อกฎหมายน่าสนใจคือ คดีดังกล่าวลักษณะการโพสต์ของจำเลยนั้น แบ่งแยกเป็นการโพสต์หลายครั้ง โดยแต่ละครั้งจะเป็นการโพสต์ที่ขาดองค์ประกอบความผิดเช่น การโพสครั้งที่ 1 ถ้อยคำเข้าองค์ประกอบลักษณะการหมิ่นประมาทแต่มิได้ระบุยืนยันตัวตนของผู้เสียหายหรือโจทก์ การโพสต์ครั้งที่ 2 ไม่มีถ้อยคำในลักษณะที่เป็นการ หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาแต่เป็นการโพสพาดพิงถึงหรือระบุถึงผู้เสียหายหรือโจทก์ การโพสต์ครั้งที่ 3 เป็นการโพสต์ย้ำในถ้อยคำที่มีลักษณะเป็นประมาทแต่ไม่ได้มีการระบุถึงผู้เสียหายหรือโจทก์ ซึ่งเบื้องต้น ในศาลชั้นต้นพิจารณาในการโพสต์ในแต่ละครั้งแล้วไม่ครบองค์ประกอบความผิดจึงคำสั่งไม่ประทับรับฟ้อง ต่อมาโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ โดยอุทธรณ์ในลักษณะ ให้ศาลเห็นว่าการโพสต์ทั้ง 3 ครั้ง...

สัญญาก่อนสมรส : คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6711/2537

#สัญญาก่อนสมรส คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6711/2537 โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายในวันจดทะเบียนสมรสโจทก์กับจำเลยได้ทำบันทึกท้ายทะเบียนสมรสโดยจำเลยตกลงจะยกที่ดินโฉนดเลขที่ 119212 พร้อมบ้านสองชั้นหนึ่งหลังซึ่งเป็นของจำเลยให้เป็นสินสมรส โจทก์จึงมีสิทธิใส่ชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยในที่ดินพร้อมบ้านได้ ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยคนละครึ่งหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การว่า ที่ดินและบ้านจำเลยซื้อมาก่อนสมรสจึงตกเป็นสินส่วนตัว บันทึกดังกล่าวระบุให้เป็นสินสมรส จึงขัดกับกฎหมายและไม่มีผลใช้บังคับ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยคนละครึ่งในโฉนดที่ดินเลขที่ 119212 พร้อมบ้าน 2 ชั้น เลขที่ 18/72 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บ้านพร้อมที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของจำเลยเมื่อจำเลยต้องการให้เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยถือได้ว่าโจทก์และจำเลยได้ทำความตกลงในเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ฉะนั้น เมื่อจำเลยได้ให้ข้อสัญญาว่าบ้านพร้อมที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของจำเลยให้เป็นสินสมรส จึงเป็นกรณีที่คู่สมรสได้จดแจ้งข้อความอันเป็นสัญญาก่อนสมรสไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรส ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1466 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สัญญาดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีข้อความขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน...

การเรียกค่าทดแทนในกรณีผิดสัญญาหมั้น : คำพิพากษาฎีกาที่ 2165/2538

การเรียกค่าทดแทนในกรณีผิดสัญญาหมั้น คำพิพากษาฎีกาที่ 2165/2538 โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็น น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับจำเลยที่ 2 โดยเป็นบุตรของจำเลยที่ 3 ที่ 4 จำเลยทั้ง สี่ร่วมกันมาขอหมั้นโจทก์ต่อบิดามารดา และ นายเทอดศักดิ์ ปฏิภาณวัฒน์ พี่ชายโจทก์ เพื่อให้ทำการสมรส กับ จำเลยที่ 1 โดยมอบ เงินให้แก่บิดามารดาโจทก์เป็นสินสอด ให้...

#ติวสอบทนายความภาคทฤษฎีรุ่น 54

#ติวสอบทนายความภาคทฤษฎีรุ่น 54 โดย ทนายภูดิท โทณผลิน อันดับ 1 ภาคปฏิบัติรุ่น 34 อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัย (สอนรายวิชาการว่าความ) ผู้เขียนหนังสือคู่มือเตรียมสอบทนายความ และติวเตอร์หลักสูตรเตรียมสอบทนายความประสบการณ์กว่า 9 ปี สอนร่วมกับติวเตอร์ต้อป ผู้สอบทนายความได้ 81 คะแนนภาคปฏิบัติรุ่น 51 เกียรตินิยมอันดับ 2 มหาวิทยาลัยรามคำแหง สิ่งที่นักศึกษาจะได้จากหลักสูตรนี้ 1. ชีทติวโดยละเอียดความหนา 180 หน้า...

สรุปหลักการ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ (ตอนที่ 1)

สรุปหลักการพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ตอนที่ 1) https://www.youtube.com/watch?v=88GotUNG894 ข้อมูลส่วนบุคคลคืออะไร นิยามของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย ตามนิยามของพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 นั้นได้ถูกกำหนดไว้ในมาตรา 6 ว่าหมายถึง ข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ไม่รวมคนตาย เช่น ภาพถ่าย เลขบัตรประชาชน วันเดือนปีเกิด ลายนิ้มมือ ม่านตา ฯลฯ โดยข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ทางตรง คือ ข้อมูลที่สามารถระบุตัวเจ้าของข้อมูลได้ทันที เช่น ชื่อ สกุล อายุ เลขบัตรประชาชนสิบสามหลัก...

ปัจจัยและเหตุผลที่ทำให้ผู้ใช้เฟสบุครวมถึงสื่อโซเชียลมีเดียอื่นตกเป็นจำเลยในคดีอาญา

ปัจจัยและเหตุผลที่ทำให้ผู้ใช้เฟสบุครวมถึงสื่อโซเชียลมีเดียอื่นตกเป็นจำเลยในคดีอาญา ปัจจุบันการติดต่อสื่อสารนั้นสะดวกรวดเร็วกว่าเดิมมาก การใช้มือถือ Smartphone Tablet รวมถึงอุปกรณ์อื่นทำให้การติดต่อสื่อสารมีค่าใช้จ่ายน้อยลง สามารถส่งหรือพิมพ์ข้อความได้เป็นจำนวนมากและสะดวกรวดเร็วมากขึ้นแค่ไม่กี่อึดใจ แตกต่างกับสมัยก่อนซึ่งการส่งข้อความ อาทิ sms จะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงและจำกัดจำนวนของข้อความ ทำให้ปัจจุบันการติดต่อสื่อสารทางข้อความรวมถึง ใน platform รูปแบบอื่นเช่น วีดีโอ หรือ ไลฟ์สด ได้รับความนิยมมากขึ้นและจากความเคยชินดังกล่าว ทำให้ผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียจำนวน มีความพลั้งเผลอหรือมีอารมณ์ชั่ววูบ ทำให้ต้อง ถูกฟ้องและตกอยู่ในสถานะจำเลยในคดีอาญาโดยไม่ได้ตั้งใจ ผู้เขียนจึงรวบรวม สาเหตุ...

การถามค้าน (cross examination) ตอนที่ 2 : ถามค้านไม่จำเป็นต้องถามให้สงสัย!

การถามค้าน (cross examination) ตอนที่ 2 (ถามค้านไม่จำเป็นต้องถามให้สงสัย!) การถามค้านพยานไม่ว่าจะเป็นในคดีแพ่งหรือในคดีอาญา วัตถุประสงค์หลักคือต้องการถามเพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของพยานฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้ข้อเท็จจริงหรือข้อกล่าวอ้างที่พยานฝ่ายตรงข้ามเบิกความต่อศาลนั้น ลดทอนความน่าเชื่อถือลง หรือทำให้ข้อเท็จจริงนั้นมีพิรุธ อาทิเช่น ขัดกับความเป็นจริง ขัดกับเหตุผลสากล ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ ขัดกับพยานเอกสาร ขัดกับที่พยานปากอื่นได้เบิกความเอาไว้ รวมถึงขัดกับที่ตนเคยเบิกความไว้ที่ศาลอื่นเป็นต้น แต่บางครั้งพยานที่มาเบิกความนั้นเบิกความไปตามที่รู้เห็นจริง ไม่ได้เป็นพยานเท็จ ดังนั้นการซักค้านเพื่อให้ลดทอนความน่าเชื่อถือของพยานปากนั้นจะเป็นไปได้โดยยาก แต่ผู้ซักค้านก็สามารถแสวงหาประโยชน์อันเกิดจากการซักค้านพยานปากดังกล่าวได้โดยใช้หลักการ ถามค้านเพื่อสนับสนุนข้ออ้างและข้อเท็จจริงของฝ่ายตน ยกตัวอย่างเช่น การถามให้พยานปากดังกล่าวรับในข้อเท็จจริงที่พยานฝ่ายของผู้ถามค้านกำลังจะนำสืบ ผลจะทำให้ข้อเท็จจริงที่พยานฝ่ายของต้นกำลังจะนำสืบนั้นรับฟังเป็นยุติหรือเจือสมกับข้อเท็จจริงของตน เนื่องจากการรับฟังพยานหลักฐานศาลจะต้องพิจารณาในส่วนของข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่าย ลำพังการนำพยานไปเบิกความเล่าข้อเท็จจริงแต่ฝ่ายเดียวนั้น...

การถามค้าน cross-examination (ไปต่อหรือพอแค่นี้)

การถามค้าน cross-examination (ไปต่อหรือพอแค่นี้) ขอนำบางช่วงบางตอนที่เกิดจากการทำงานเพื่อเป็นเกร็ดความรู้ที่ไม่หนักสมองมาแบ่งเอาไปตอนเท่าที่จะนึกได้และมีเวลาเล่าครับ เริ่มแรกนี้นึกถึงเวลาการถามค้านพยานไม่ว่าคดีแพ่งหรือคดีอาญา ผู้ถามจะยังคงความตื่นเต้นเช่นเดิมเนื่องจาก ในคำตอบที่เราจะได้รับนั้นต้องลุ้นตลอดว่าพยานจะตอบไปด้านซ้าย หรือพยายามจะตอบไปด้านขวา กล่าวคือตอบได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์นั่นเอง ซึ่งคำตอบดังกล่าวอาจหมายถึงผลแห่งคดีเลยก็เป็นได้ ถ้าเป็นประเด็นคำถามสำคัญ และในบางครั้งผู้ถามเองก็มักจะติดลมในลักษณะเข้าทำนองที่ว่าได้คืบจะเอาศอกได้ศอกจะเอาวา หมายถึงคำตอบที่ได้นั้นควรจะเพียงพอแล้ว แต่กลับชะล่าใจถามในคำถามต่อไปที่ลึกขึ้น ซึ่งคำตอบดังกล่าวอาจเป็นลักษณะการตอกปิดฝาโลงให้ฝ่ายที่ถามค้านชนะคดีไปเลยก็ได้ หรืออาจจะเป็นคำถามที่ได้คำตอบลักษณะที่ทำให้รูปคดีพลิกไป ทำให้สิ่งที่เหนื่อยมาทั้งคดีหรือกำลังไปได้ดีนั้นสูญเปล่าไปเลย จึงต้องตั้งชื่อใน Concept ทุกครั้งเพื่อเตือนสติตัวเองในการถามค้านว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ ขอยกตัวอย่างปัญหาข้อเท็จจริงในคดีหนึ่ง เป็นคดีทำร้ายร่างกาย บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อแต่กลับมีเหตุทำให้ไม่มีภาพวงจรปิดมาเป็นพยานหลักฐานในคดี และคดีนั้นจะต้องรับฟังประจักษ์พยานที่เป็นกลางคนเดียวคือพนักงานของร้านสะดวกซื้อ ดังนั้นพยานคนนี้จึงถือเป็นพยานสำคัญในคดี โดยมีปัญหาข้อเท็จจริงที่จะต้องวินิจฉัยว่า 1.ใครทำร้ายใครก่อน 2. พนักงานร้านสะดวกซื้อเห็นผู้เสียหายถูกทำร้ายจนเงินตกกระจายเต็มพื้นหรือไม่ 3.พนักงานร้านสะดวกซื้อได้ช่วยลงก้มเก็บเงินที่ตกกระจายนั้นหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ผูกมัดผู้เสียหายไว้เนื่องจากผู้เสียหายได้ให้การใน...

บทความเก่าเล่าใหม่ : ฎ.1825/2522

บทความเก่าเล่าใหม่ พลิกตำราสู้คดีกับกรมการขนส่งฯสักเคสก่อนไปภารกิจยาว กรณีส่วนต่างในการประมูลป้ายทะเบียนรถยนต์ ค้นคว้าพบทั้งแนวทางที่ผู้ประมูลฟ้องรัฐ และทั้งที่รัฐฟ้องผู้ประมูล กรณีนี้ต่อสู้กันในหลักวิชาการล้วนๆ เพราะข้อเท็จจริงนิ่งเป็นยุติแล้ว (หมายเหตุ การศึกษาแนวทางจากคำพิพากษาศาลฎีกาต้องระวังเรื่องข้อเท็จจริงโดยละเอียดเพราะหากข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปข้อกฎหมายก็อาจเปลี่ยนตาม) ผลจะเป็นอย่างไรจะมาแจ้งเพื่อเป็นกรณีศึกษาทางวิชาการกันครับ #ฎ1825/2522 โจทก์ประกาศประกวดราคาจัดซื้อของ เป็นคำเชิญชวนให้ผู้ที่ประสงค์จะเข้าประกวดราคายื่นซองเสนอหนังสือเสนอราคาที่จำเลยยื่นเป็นคำเสนอ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบว่าตกลงรับราคาที่จำเลยเสนอและให้ไปทำสัญญาเป็นคำสนอง แต่สัญญาซื้อขายยังไม่เกิดขึ้นเมื่อคำบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอ สัญญาจะเกิดขึ้นต่อเมื่อโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญากันเป็นหนังสือตามข้อผูกพันที่ระบุไว้ในประกาศประกวดราคา จำเลยไม่ไปทำสัญญากับโจทก์ตามกำหนดเวลา โจทก์ย่อมมีสิทธิริบเงินมัดจำซองประกวดราคาได้ตามข้อตกลงในประกาศประกวดราคา แต่เมื่อยังไม่มีสัญญาซื้อขายต่อกันจำเลยยังไม่มีความผูกพันตามสัญญาซื้อขายที่จะต้องมอบของให้โจทก์ ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องซื้อของจากผู้อื่นแพงกว่าราคาที่จำเลยเสนอเป็นค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาซื้อขาย ไม่ใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากข้อตกลงในการประกวดราคา โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ประกาศประกวดราคาซื้อพัสดุ (ลวดเกลียว)ผู้ใดมีความประสงค์จะเข้าประกวดราคา ต้องยื่นซองเสนอราคาต่อคณะกรรมการประกวดราคา เมื่อยื่นซองประกวดราคาแล้วจะถอนไม่ได้ โจทก์ตกลงเป็นคู่สัญญากับผู้ใด ผู้นั้นจะต้องมาทำสัญญาให้เสร็จภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้ประกาศผลการประกวดราคา...

การถามค้านบ้างครั้งไม่จำต้องถามนำ

การถามค้านบ้างครั้งไม่จำต้องถามนำ ผมสังเกตพฤติกรรมมนุษย์โดยเฉพาะของพยานมาสักระยะหนึ่ง โดยเฉพาะในขณะที่พิจารณาคดีในชั้นศาลและนำมาปรับใช้สักระยะหนึ่งแล้ว ได้ผลพอสมควร โดยในหลายๆครั้งที่เราตั้งคำถามค้านเป็นคำถามนำโดยเป็นคำถามที่มีคำตอบอยู่ในตัวให้แก่พยานของคู่ความฝ่ายตรงข้าม อาทิเช่น "สัญญาตามเอกสารหมาย จ.10 ได้ทำกันที่บ้านของโจทก์ใช่มั้ย" ซึ่งเป็นคำถามที่มีคำตอบอยู่ในตัว และ ผู้ถามต้องการให้พยานตอบว่าสัญญาดังกล่าวทำกันขึ้นที่บ้านโจทก์ ผลปรากฏว่าในบ้างครั้งเสมือนเป็นการบอกใบ้ให้พยานคนดังกล่าว ตอบคำถามที่เป็นตรงกันข้ามกับประเด็นที่ต้องการ คือบ้างครั้งพยานที่มีการซักซ้อมมาดี หรือพยานบางคนที่มีความประสงค์จะเบิกความเบี่ยงเบนจากความเป็นจริง จะตอบคำถามตรงกันข้ามที่ได้ถามนำเอาไว้้ และผู้เขียนได้สังเกตุว่าพยานมีความกดดันน้อย เนื่องจากผู้ถามค้านได้บอกใบ้คำตอบไปแล้วในตัว ซึ่งเป็นความคิดและความรู้สึกพื้นฐานของคนทั่วไปว่า เมื่อฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะทนายฝ่ายตรงข้ามถาม จิตใต้สำนึกของผู้ถูกถามมักจะเชื่อและถูกสั่งในตอบในทางตรงกันข้ามหรือไม่ยอมรับนั่นเอง (เว้นแต่กรณีข้อเท็จจริงทั่วไป หรือข้อเท็จจริงที่ปรากฎชัด) และผู้เขียนกลับสังเกตได้ในหลายครั้งที่ทำการสืบพยาน ทนายความถามพยานของตนเอง ซึ่งหลักคือจะใช้คำถามนำไม่ได้...

Recent Posts